สมัครสมาชิก สาระดีดี.คอม รวมพลคนสอบราชการ ด้วยไอดีและพาสเวิร์ดของ facebook เพียงแค่ กด

งานราชการที่เปิดสอบและรับสมัครสอบ ณ วันนี้

งานราชการที่เปิดสอบวันนี้ อัพเดตทุกวัน

 รายละเอียดงานอื่นๆ Click --- > งานราชการ อัพเดตทุกวัน

Home UpdateTopic Chat Online  Content  Job  Product Facebook

 

โปรดติดตาม เราได้ที่ facebook กลุ่ม สาระดีดี.คอม BY ADMIN BANNER 4

สาระดี งานราชการ สอบราชการ สอบท้องถิ่น 56 เปิดสอบราชการ สมัครงานราชการ สอบบรรจุราชการ ข้อสอบเรียนปริญญาโท สอบภาค ก สอบนายร้อย สอบตำรวจ ปลัดอำเภอ สอบ ปปส. สอบ กรมศุลกากร สอบ กพ. ศูนย์รวมข่าวการสอบราชการ พนักงานราชการ คู่มือสอบราชการ หนังสือติวสอบราชการ แนวข้อสอบ หนังสือติวราชการ สอบ ภาค ข กพ. เทคนิคสอบสัมภาษณ์ราชการ หางานราชการ สอบ อบต. สอบ เทศบาล สอบ อบจ. ลูกจ้างชั่วคราว สอบ ครู เปิดสอบครูอัตราจ้าง ข่าวโอนย้ายข้าราชการ ตำแหน่งว่างราชการ เงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ ค่าครองชีพชั่วคราว รวมแหล่งงานราชการ ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร การสอบราชการ สอบนิติกร สอบนักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล สรรพากร ประกันสังคม นักวิชาการการเงินและบัญชี นักพัฒนาชุมชน นักวิชาการศึกษา นักวิชาการศาสนา นักจัดการงานทั่วไป เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป นักวิชาการแรงงาน เจ้าหน้าที่ธุรการ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นายช่างไฟฟ้า วิศวกร เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม DSI ปปง. ปปท.สอบสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ติวสอบราชการฟรี แนวข้อสอบฟรี โฆษณาฟรี 

สมัครสมาชิก สาระดีดี.คอม รวมพลคนสอบราชการ ด้วยไอดีและพาสเวิร์ดของ facebook เพียงแค่ กด



Ads@admin 10-21

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอข้อสอบนักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการค่ะ  (อ่าน 53576 ครั้ง)

intharapanya และ 25 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

น้ำหวาน

  • บุคคลทั่วไป
ขอข้อสอบนักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการค่ะ

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณพ.ศ. ๒๕๒๖คำปรารภ
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงาน
สารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 (ที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 5,6,9,27,29,35,41,57,58,59)

ข้อสอบมักจะออกนิยามหรือความหมาย เช่น “งานสารบรรณ” หมายความว่าอย่างไร, หนังสือราชการ คือ...., หนังสือภายนอกคือ..., หนังสือภายในคือ..., และนิยามอื่น ๆ

บททั่วไปของระเบียบฉบับนี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
- บังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2526

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548
- บังคับใช้วันที่ 24 กันยายน 2548
-
“งานสารบรรณ” หมายความว่า งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่การจัดทำ การรับ การส่ง
การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลาย
สูตร (6 Step = ทำ – รับ – ส่ง – เก็บ – ยืม – ทำลาย)
และอีกอย่างถ้าถาม “งานสารบรรณ” ให้หาคำว่า บริหาร

“หนังสือ” หมายความว่า หนังสือราชการ
“อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการ ทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่
เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ เช่นว่านั้น

“ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือผ่านระบบสื่อสาร
ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
ผู้รักษาการคือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
หมวด 1
ชนิดของหนังสือ
--------------
หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่
1 หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ
2 หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก
3 หนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ
5 เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ
5 เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
6 ข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนขยาย
สูตร /เทคนิค
“หนังสือ” หมายความว่า หนังสือราชการ >> หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ
สรุปได้ว่า
หนังสือ = หนังสือราชการ = เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ
หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ
- ถ้าข้อสอบถามหา หนังสือราชการ ให้หาคำว่าหลักฐาน
1 หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ
- ตัวอย่างเช่น หนังสือที่มีไปมาระหว่าง อบต. ก กับ อบต. ข
2 หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก
- ตัวอย่างเช่น หนังสือที่ อบต. ก มีไปถึง บริษัทแหร่มจำกัด หรือไปถึง นายแสนดี
3 หนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ
- ตัวอย่างเช่น หนังสือที่บริษัทแหร่มจำกัด หรือ นายแสนดี มีมาถึง อบต. ก
4 เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ
- ตัวอย่างเช่น หนังสือรับรอง บันทึก ฯลฯ
5 เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
- คือเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำ
6 ข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
- ตัวอย่างเช่น Email จากกรม ส่งมาถึง อบต.

หนังสือ มี 6 ชนิด คือ
1 หนังสือภายนอก
2 หนังสือภายใน
3 หนังสือประทับตรา
4 หนังสือสั่งการ
5 หนังสือประชาสัมพันธ์
6 หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้น หรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ

ส่วนที่ 1
หนังสือภายนอก
--------------
หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธี โดยใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่าง
ส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก
ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง หรือหน่วยงาน ที่ออกหนังสือ ถ้าส่วนราชการที่ออก
หนังสืออยู่ในระดับกระทรวง หรือทบวง ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องทั้งระดับกรมและกอง ถ้าส่วนราชการที่
ออกหนังสืออยู่ในระดับกรมลงมา ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องเพียงระดับกองหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
*****************
ส่วนที่ 2
หนังสือภายใน
หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือติดต่อภายใน
กระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
ออกข้อสอบบ่อยมาก!!! (ต้องจำให้ได้)
ภายนอก ภายใน ประทับตรา
สั่งการ ประชาสัมพันธ์ ทำขึ้น หรือรับไว้เป็นหลักฐาน
ถ้าถาม หนังสือภายนอก ให้หาคำว่า แบบพิธี
กระทรวงหรือทบวง = กรมและกอง
กรมลงมา = กอง หรือ หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ถ้าถาม หนังสือภายใน ให้หาคำว่า พิธีน้อยกว่า

ส่วนราชการ ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง หรือหน่วยงานที่ออกหนังสือ โดยมีรายละเอียดพอสมควร
โดยปกติถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับกรมขึ้นไป ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องทั้งระดับกรมและกอง
ถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับต่ำกว่ากรมลงมาให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องเพียงระดับกองหรือส่วนราชการเจ้าของเรื่อง
*********************
ส่วนที่ ๓
หนังสือประทับตรา
หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป
โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา หนังสือประทับตรา ใช้กระดาษตราครุฑ

การใช้หนังสือประทับตรา
หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่างส่วนราชการกับบุคคลภายนอก
เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่
1 การขอรายละเอียดเพิ่มเติม
2 การส่งสำเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร
3 การตอบรับทราบที่ไม่เกี่ยวกับราชการสำคัญ หรือการเงิน
4 การแจ้งผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ
5 การเตือนเรื่องที่ค้าง
6 เรื่องซึ่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนดโดยทำเป็นคำสั่งให้ใช้ หนังสือประทับตรา
กรมขึ้นไป = กรมและกอง
กรมลงมา = กอง หรือ ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง
ถ้าถาม หนังสือประทับตรา ให้หาคำว่า ประทับตราแทนการลงชื่อ
ผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา คือ ห.น. ส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบ
ขอ – ส่ง – ตอบรับ – แจ้ง – เตือน – กำหนดให้ใช้

ส่วนที่ 4
หนังสือสั่งการ
----------------
หนังสือสั่งการมี 3 ชนิด ได้__________แก่ คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ
คำสั่ง คือ บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย ใช้กระดาษตราครุฑ
ระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือ
เป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ใช้กระดาษตราครุฑ
ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่บัญญัติให้กระทำ
ได้ ใช้กระดาษตราครุฑ
*****************
ส่วนที่ 5
หนังสือประชาสัมพันธ์
หนังสือประชาสัมพันธ์ มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
ประกาศ คือ บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ หรือแนะแนวทางปฏิบัติ
ใช้กระดาษตราครุฑ
แถลงการณ์ คือบรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ หรือเหตุการณ์
หรือกรณีใด ๆ ให้ทราบชัดเจนโดยทั่วกัน ใช้กระดาษตราครุฑ
ข่าว คือบรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ

จุดจับ/จุดจำ
ถ้าถาม คำสั่ง ให้หาคำว่า สั่งการให้
ถ้าถาม ระเบียบ ให้หาคำว่า วางไว้
ถ้าถาม ข้อบังคับ ให้หาคำว่า กำหนดให้ใช้
*** และทั้งหมดทั้ง 3 ชนิดใช้กระดาษตราครุฑ
จุดจับ/จุดจำ
ถ้าถาม ประกาศ ให้หาคำว่า ประกาศ
ถ้าถาม แถลงการณ์ ให้หาคำว่า แถลง
ถ้าถาม ข่าว ให้หาคำว่า เผยแพร่

ส่วนที่ 6
หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ
หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ คือ หนังสือที่ทางราชการ ทำขึ้นนอกจาก
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หรือหนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือ บุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ
และส่วนราชการรับไว้เป็นหลักฐานของทางราชการ

มี 4 ชนิด ได้แก่
1. หนังสือรับรอง
2. รายงานการประชุม
3. บันทึก
4. หนังสืออื่น

หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน
เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑ
ในกรณีที่การรับรองเป็นเรื่องสำคัญที่ออกให้แก่บุคคลให้ติดรูปถ่าย ขนาด
4 x 6 ซ.ม. ประทับตราชื่อส่วนราชการที่ออกหนังสือบนขอบล่างด้านขวาของรูปถ่ายคาบต่อลงบนแผ่นกระดาษรายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุม และมติของที่ประชุมไว้เป็นหลักฐานบันทึก คือ ข้อความซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชา สั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่าส่วนราชการระดับกรม ติดต่อกันในการปฏิบัติราชการบันทึกแบ่งได้ 3 Step ดังนี้
1. ผู้ใต้ เสนอ ผู้บัง
2. ผู้บัง สั่งการ ผู้ใต้
3. หน่วยงานต่ำกว่ากรมติดต่อกัน
หนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในราชการ ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ และ สื่อกลางบันทึกข้อมูลด้วย หรือหนังสือของบุคคลภายนอก ที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ได้รับเข้าทะเบียน รับหนังสือของทางราชการแล้ว มีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรม จะกำหนดขึ้นใช้ตามความเหมาะสม เว้นแต่มีแบบตามกฎหมายเฉพาะเรื่องให้ทำตามแบบ
เช่น โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง สัญญา หลักฐาน การสืบสวนและสอบสวน และคำร้อง เป็นต้น
สื่อกลางบันทึกข้อมูล หมายความถึง สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วย อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่นแผ่นบันทึกข้อมูล เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นซีดี-อ่านอย่างเดียว หรือแผ่นดิจิทัลอเนกประสงค์ เป็นต้น
*******************
ส่วนที่ 7
บทเบ็ดเตล็ด
หนังสือที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. ด่วนที่สุด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้น
2. ด่วนมาก ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็ว
3. ด่วน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเร็วกว่าปกติ เท่าที่จะทำได้
ให้ระบุชั้นความเร็วด้วยตัวอักษรสีแดงขนาดไม่เล็กกว่าตัวพิมพ์โป้ง 32 พอยท์ ให้เห็นได้ชัดบนหนังสือ
และบนซอง
ด่วนภายใน
กรณีที่ต้องการให้หนังสือส่งถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด ให้ระบุคำว่า ด่วนภายใน
การส่งหนังสือด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
การติดต่อราชการนอกจากการจะดำเนินการโดยหนังสือที่เป็นเอกสารสามารถ ดำเนินการด้วย
ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ได้ ในกรณีที่ติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ส่งตรวจสอบผลการส่งทุกครั้งและให้ผู้รับแจ้งตอบรับ เพื่อยืนยันว่าหนังสือได้จัดส่งไปยังผู้รับเรียบร้อยแล้วการส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรเลข วิทยุโทรเลข โทรพิมพ์ โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร
วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ให้ผู้รับปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับหนังสือ ในกรณีที่จำเป็น
ต้องยืนยันเป็นหนังสือให้ทำหนังสือยืนยันตามไปทันที

จุดจับ/จุดจำ
ด่วนที่สุด ให้หาคำว่า ทันที
ด่วนมาก ให้หาคำว่า โดยเร็ว
ด่วน ให้หาคำว่า เร็วกว่าปกติ

การส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสารซึ่งไม่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง เช่น ทางโทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร
วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ให้ผู้ส่งและผู้รับบันทึกข้อความไว้เป็นหลักฐาน
สำเนาคู่ฉบับ
หนังสือที่จัดทำขึ้นโดยปกติให้มีสำเนาคู่ฉบับเก็บไว้ที่ต้นเรื่อง 1 ฉบับ และให้มีสำเนาเก็บไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลาง 1 ฉบับ
สำเนาคู่ฉบับให้ ผู้ร่าง ผู้พิมพ์ และผู้ตรวจลงลายมือชื่อ หรือลายมือชื่อย่อไว้ที่ข้างท้ายขอบล่างด้านขวาของหนังสือ
หนังสือที่เห็นว่าส่วนราชการอื่นควรได้รับทราบด้วย
หนังสือที่เจ้าของหนังสือเห็นว่ามีส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องควรได้รับทราบด้วยโดยปกติให้ส่งสำเนาไปให้ทราบโดย ทำเป็นหนังสือประทับตรา
สำเนาหนังสือนี้ให้มีคำรับรองว่า สำเนาถูกต้อง โดยให้เจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับ 2 หรือเทียบเท่าขึ้นไปซึ่ง
เป็นเจ้าของเรื่องลงลายมือชื่อรับรอง พร้อมทั้งลงชื่อตัวบรรจง และตำแหน่งที่ขอบล่างของหนังสือ
หนังสือเวียน
หนังสือเวียน คือ หนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดีวยกัน ให้เพิ่มรหัส ตัวพยัญชนะ ว หน้าเลข
ทะเบียนหนังสือส่ง ซึ่งกำหนดเป็นเลขที่หนังสือเวียนโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่เลข 1 เรียงเป็นลำดับไปจนถึงสิ้นปีปฏิทินระวังข้อสอบ !!! ไม่มีผู้ทาน
ข้อสอบเคยออกว่า “สำเนาคู่ฉบับไม่ต้องลงชื่อผู้ใดต่อไปนี้”
ก. ผู้ร่าง ข. ผู้ทาน
ค. ผู้พิมพ์ ง. ผู้ตรวจ
ตอบ ข.
ระวังข้อสอบ!!! จำให้แม่น
ขอบล่างด้านขวา ใช้กับ สำเนาคู่ฉบับ และ หนังสือรับรอง
ขอบล่างของหนังสือ ใช้กับ สำเนาหนังสือที่เห็นว่าส่วนราชการอื่นควรได้รับทราบด้วย
หนังสือเวียนมี 3 ประการสำคัญดังนี้
1. มีผู้รับจำนวนมาก
2. มีใจความอย่างเดียวกัน
3. มีพยัญชนะ ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง

หนังสือต่างประเทศ และหนังสือภาษาอื่น ๆ
- หนังสือภาษาต่างประเทศ ให้ใช้กระดาษตราครุฑ
- หนังสือที่เป็นภาษาอื่น ๆ ซึ่งมิใช่ภาษาอังกฤษ ให้เป็นไปตามประเพณีนิยม
*********************
หมวด 2
การรับและส่งหนังสือ
ส่วนที่ 1
การรับหนังสือ
หนังสือรับ คือ หนังสือที่ได้รับเข้ามาจากภายนอก
หนังสือรับมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
1. จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วน
2. ประทับตรารับหนังสือ
3. ลงทะเบียนรับหนังสือในทะเบียนหนังสือรับ
4. จัดแยกหนังสือที่ลงทะเบียนรับแล้วส่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ ๒
การส่งหนังสือ
หนังสือส่ง คือ หนังสือที่ส่งออกไปภายนอก
หนังสือส่งมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
1. ตรวจสอบความเรียบร้อย แล้วส่งเรื่องให้หน่วยงานสารบรรณกลาง
2. จนท.หน่วยงานสารบรรณกลาง ตรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง แล้วปิดผนึก
หนังสือที่ไม่มีความสำคัญมากนัก อาจส่งไปโดยวิธีพับยึดติดด้วยแถบกาว กาว เย็บด้วยลวดหรือวิธีอื่นแทนการบรรจุซอง
การส่งหนังสือโดยทางไปรษณีย์ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ หรือวิธีการที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยกำหนด
การส่งหนังสือซึ่งมิใช่เป็นการส่งโดยทางไปรษณีย์ เมื่อส่งหนังสือให้ผู้รับแล้ว ผู้ส่งต้องให้ผู้รับ
ลงชื่อรับในสมุดส่งหนังสือ หรือใบรับ แล้วแต่กรณี ถ้าเป็นใบรับให้นำใบรับนั้นมาผนึกติดไว้ที่สำเนาคู่ฉบับ
อย่ามองข้ามความปลอดภัย!!! เคยออกข้อสอบมาแล้ว
ตัวอย่างข้อสอบ “เมื่อรับหนังสือและจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนแล้วขั้นตอนต่อไปคือข้อใด”
ตอบ ประทับตรารับหนังสือ
หมวด 3
การเก็บรักษา ยืม และทำลายหนังสือ
-------------------
ส่วนที่ 1
การเก็บรักษา
การเก็บหนังสือแบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ
1. การเก็บระหว่างปฏิบัติ
2. การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว
3. การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ
การเก็บระหว่างปฏิบัติ คือ การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติยังไม่เสร็จให้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าของเรื่อง
โดยให้กำหนดวิธีการเก็บให้เหมาะสมตามขั้นตอนของการปฏิบัติงาน
การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว คือ การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว และ ไม่มีอะไรที่จะต้อง
ปฏิบัติต่อไปอีก ให้เจ้าหน้าที่ของเจ้าของเรื่องปฏิบัติดังนี้
การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ คือ การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จำเป็นจะต้องใช้
ในการตรวจสอบเป็นประจำ ไม่สะดวกในการส่งไปเก็บยังหน่วยเก็บของส่วนราชการ
ตรากำหนดเก็บหนังสือ
1. เก็บไว้ตลอดไป
หนังสือที่ต้องเก็บไว้ตลอดไป ให้ประทับตราคำว่า ห้ามทำลาย ด้วย หมึกสีแดง
2. เก็บโดยมีกำหนดเวลา
หนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลา ให้ประทับตราคำว่า เก็บถึงพ.ศ. ... ด้วย หมึกสีน้ำเ งิน
จุดจับ/จุดจำ
การเก็บระหว่างปฏิบัติ = ปฏิบัติยังไม่เสร็จ
การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว = ปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว + ไม่มีอะไรต้องปฏิบัติอีก
การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ = ปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว + ใช้ประจำ

พิเศษเสริมความรู้ !!!!
ความแตกต่างข้อ 57 58 และ 59 ระหว่างระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณปี 2526 และปี 2548
ระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณปี 2526 ระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณปี 2548
กองจดหมายเหตุแห่งชาติ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ไมมีหนังสือหรือเอกสารเกี่ยวกับการรับเงิน มีหนังสือหรือเอกสารเกี่ยวกับการรับเงิน
ส่งมอบหนังสือเมื่อครบ 25 ปี ส่งมอบหนังสือเมื่อครบ 20 ปี
อายุในการเก็บหนังสือ (ตามข้อ 57)
อายุการเก็บหนังสือ โดยปกติให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี เว้นแต่
1. หนังสือที่ต้องสงวนเป็นความลับ
2. หนังสือที่เป็นหลักฐานทางอรรถคดี สำนวนของศาล หรือของพนักงานสอบสวน
3. หนังสือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทุกสาขาวิชา ให้เก็บไว้ตลอดไป
4. หนังสือที่ได้ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว และเป็นคู่สำเนาเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
5.หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี
6. หนังสือหรือเอกสารเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน หรือการก่อหนี้ผูกพัน ทางการเงินที่ไม่เป็นหลักฐาน
แห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในทางการเงิน เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหา ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
หนังสือเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้ถึง 10 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่กรณี
ให้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง
หนังสือที่ครบกำหนดส่ง (ตามข้อ 58)
ทุกปีปฏิทินให้ส่วนราชการจัดส่งหนังสือที่มีอายุครบ 20 ปี ให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
กรมศิลปากร ภายในวันที่ 31 มกราคมของปีถัดไป
บัญชีหนังสือส่งมอบและบัญชีหนังสือ (ตามข้อ 59)
บัญชีส่งมอบหนังสือครบ 20 ปี และบัญชีหนังสือครบ 20 ปีที่ขอเก็บเอง อย่างน้อย ให้มีต้นฉบับและ
สำเนาคู่ฉบับ เพื่อให้ส่วนราชการผู้มอบและสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรผู้รับมอบยึดถือไว้
เป็นหลักฐานฝ่ายละฉบับ

การเก็บรักษาหนังสือ
การรักษาหนังสือ ให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังรักษาหนังสือให้อยู่ในสภาพใช้ราชการ ได้ทุกโอกาส
1. หากชำรุดเสียหายต้องรีบซ่อมให้ใช้ราชการได้เหมือนเดิม
2. หากสูญหายต้องหาสำเนามาแทน
3. ถ้าชำรุดเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมได้ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ
****************

ส่วนที่ 2
การยืม
การยืมหนังสือระหว่างส่วนราชการ ผู้ยืมและผู้อนุญาตให้ยืมต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกอง
ขึ้นไป หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
การยืมหนังสือภายในส่วนราชการเดียวกัน ผู้ยืมและผู้อนุญาตให้ยืมต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ
ระดับแผนกขึ้นไป หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
การให้บุคคลภายนอกยืมหนังสือจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะให้ดูหรือคัดลอกหนังสือทั้งนี้จะต้องได้รับ
อนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป
********************
จุดจับ/จุดจำ
ยืมระหว่างส่วนราชการ ผู้อนุญาต ห.น. กอง
ส่วนที่ 3
การทำลาย
ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน ให้สำรวจหนังสือที่ครบกำหนด แล้วจัดทำบัญชีหนังสือขอทำ
ลายเสนอหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม แต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือ
(ปกติให้แต่งตั้งข้าราชการระดับ3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป)
ประกอบด้วย
ประธานกรรมการ 1 คน
กรรมการอย่างน้อย 2 คน
ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าหนังสือควรให้ทำลายให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในช่อง การ
พิจารณาแล้วรายงานผลต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
ความเห็นของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
ไม่ควรทำลาย
ให้เก็บหนังสือนั้นไว้จนกว่าจะถึงเวลา
ทำลายงวดต่อไป
ควรทำลาย
ส่งบัญชีหนังสือขอทำลายให้กองจดหมาย
เหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ความเห็นของกองจดหมายเหตุแห่งชาติ
ไม่ควรทำลายหรือขยายเวลาในการเก็บ
1. ให้แจ้งส่วนราชการทราบ และให้ส่วน
ราชการดำเนินการตามที่ได้รับแจ้ง
ควรทำลาย
1. ให้แจ้งส่วนราชการทราบ / ถ้าไม่แจ้ง
ภายใน 60 วันถือว่ากองจดหมายเหตุแห่ง
ชาติ เห็นชอบ

หมวด 4
มาตรฐานตรา แบบพิมพ์ และซอง
1. ตราครุฑ
ตราครุฑสำหรับแบบพิมพ์ มี 2 ขนาด คือ
1. ขนาดตัวครุฑสูง 3 เซนติเมตร
2. ขนาดตัวครุฑสูง 1.5 เซนติเมตร
2. ตราชื่อส่วนราชการ
ตราชื่อส่วนราชการให้ใช้ มีลักษณะเป็นรูปวงกลมสองวง ซ้อนกันเส้นผ่าศูนย์กลางวงนอก 4.5 เซนติเมตร
วงใน 3.5 เซนติเมตร ล้อมครุฑครุฑสูง 3 เซนติเมตร ระหว่างวงนอกและวงในมีอักษรไทยชื่อกระทรวง
ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเป็นกรมหรือจังหวัดอยู่ขอบล่างของตรา
ส่วนราชการใดที่มีการติดต่อกับต่างประเทศ จะให้มีชื่อภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยก็ได้
โดยให้อักษรไทยอยู่ขอบบนและอักษรโรมันอยู่ขอบล่างของตรา
3. ตรากำหนดเก็บหนังสือ
ตรากำหนดเก็บหนังสือ คือ ตราที่ใช้ประทับบนหนังสือเก็บ เพื่อให้ทราบกำหนด ระยะเวลาการเก็บหนังสือนั้นมี
คำว่า เก็บถึง พ.ศ. .... หรือคำว่า ห้ามทำลาย ขนาดไม่เล็กกว่าตัวพิมพ์ 24 พอยท์

4. มาตรฐานกระดาษและซอง
4.1 มาตรฐานกระดาษ โดยปกติให้ใช้กระดาษปอนด์ขาวน้ำหนัก 60 กรัมต่อตารางเมตร มี 3 ขนาด คือ
1. ขนาด A4 หมายความว่า ขนาด 210 มิลลิเมตร x 297 มิลลิเมตร
2. ขนาด A5 หมายความว่า ขนาด 148 มิลลิเมตร x 210 มิลลิเมตร
3. ขนาด A8 หมายความว่า ขนาด 52 มิลลิเมตร x 74 มิลลิเมตร

4.2 มาตรฐานซอง โดยปกติให้ใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัม ต่อตารางเมตร เว้นแต่ซองขนาด
ซี 4 ให้ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร มี 4 ขนาด คือ
1. ขนาดซี 4 หมายความว่า ขนาด 229 มิลลิเมตร x 324 มิลลิเมตร
2. ขนาดซี 5 หมายความว่า ขนาด 162 มิลลิเมตร x 229 มิลลิเมตร
3. ขนาดซี 6 หมายความว่า ขนาด 114 มิลลิเมตร x 162 มิลลิเมตร
4. ขนาดดีแอล หมายความว่า ขนาด 110 มิลลิเมตร x 220 มิลลิเมตร

5. กระดาษตราครุฑ
กระดาษตราครุฑ ให้ใช้กระดาษขนาดเอ 4 พิมพ์ครุฑสูง 3 เซนติเมตร ด้วยหมึกสีดำ หรือทำเป็น
ครุฑดุน ที่กึ่งกลางส่วนบนของกระดาษ

6. กระดาษบันทึกข้อความ
กระดาษบันทึกข้อความให้ใช้กระดาษขนาดเอ 4 หรือขนาดเอ 5 พิมพ์ครุฑสูง 1.5 เซนติเมตร ด้วย
หมึกสีดำที่มุมบนด้านซ้าย

7. ซองหนังสือ
ซองหนังสือ ให้พิมพ์ครุฑสูง 1.5 เซนติเมตร ด้วยหมึกสีดำที่มุมบนด้านซ้ายของซอง มี 4 ขนาดคือ
1. ขนาดซี 4 ให้สำหรับบรรจุหนังสือกระดาษตราครุฑ โดยไม่ต้องพับ มีชนิดธรรมดาและขยายข้าง
2. ขนาดซี 5 ใช้สำหรับบรรจุหนังสือกระดาษตราครุฑพับ 2
3. ขนาดซี 6 ใช้สำหรับบรรจุหนังสือกระดาษตราครุฑพับ 4
4. ขนาดดีแอล ใช้สำหรับบรรจุหนังสือกระดาษตราครุฑพับ 3

8. ตรารับหนังสือ
ตรารับหนังสือ คือ ตราที่ใช้ประทับบนหนังสือ เพื่อลงเลขทะเบียนรับหนังสือ มีลักษณะเป็นรูปสี่
เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 2.5 เซนติเมตร x 5 เซนติเมตร มีชื่อส่วนราชการอยู่ตอนบน
ตัวอย่างตรารับหนังสือ

9. ขนาดกระดาษ
ขนาดการดาษ (ตามระเบียบงานสารบรรณฯ จากข้อ 79 – 89) ซึ่งยากต่อการจดจำ หรือพอจำได้อย่างหนึ่งก็จะลืม
อีกอย่างหนึ่ง ทางเราเลยรวบรวมให้เป็นกลุ่มเดียวกันเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ และเพื่อให้ง่ายเมื่อทำข้อสอบ....

กระดาษ ชนิดของหนังสือ
1. ขนาด A4 พิมพ์ 2 หน้า มี 2 ชนิดคือแบบเป็นเล่ม
กับเป็นแผ่น
- ทะเบียนหนังสือรับ
- ทะเบียนหนังสือส่ง
- ทะเบียนหนังสือเก็บ

2. ขนาด A4 พิมพ์ 2 หน้า - บัญชีส่งมอบหนังสือครบ 20 ปี
- บัญชีส่งมอบหนังสือครบ 20 ปี ที่ขอเก็บเอง
- บัญชีฝากหนังสือ
- บัญชีหนังสือขอทำลาย
(ชื่อส่วนราชการ)
เลขรับ…………………………..
วันที่……………………………..
เวลา...............................................

3. ขนาด A4 พิมพ์หน้าเดียว - บัตรยืมหนังสือ
- บัญชีหนังสือส่งเก็บ
4. ขนาด A5 พิมพ์ 2 หน้า - สมุดส่งหนังสือ
- บัตรตรวจค้น
5. ขนาด A8 พิมพ์หน้าเดียว – ใบรับหนังสือ


ที่มา  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sansook&month=16-03-2010&group=42&gblog=4   ขอบคุณคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 08:55:19 AM โดย กาแฟดำ »
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
ภายนอก ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
ง. หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ
11. หนังสือภายนอก ถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับกระทรวงหรือทบวง ให้ลงชื่อส่วนราชการระดับใด
ก. ให้ลงชื่อส่วนราชการทั้งกรมและกอง ข. ให้ลงชื่อส่วนราชการระดับกรม
ค. ให้ลงชื่อส่วนราชการระดับกอง ง. ให้ลงชื่อส่วนราชการระดับกองลงมา

12. หนังสือประทับตรา คือ
ก. หนังสื่อที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ ของหัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป
ข. หนังสื่อที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ ของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป
ค. หนังสื่อที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ ของหัวหน้าส่วนราชการระดับทบวงขึ้นไป
ง. หนังสื่อที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ ของหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงขึ้นไป

13. หนังสือประทับตราให้ใช้ในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ อะไรบ้าง
ก. การขอรายละเอียดเพิ่มเติม ข. การส่งสำเนาหนังสือ
ค. การเตือนเรื่องที่ค้าง ง. ถูกทุกข้อ

14. หนังสือชนิดใดใช้กระดาษบันทึกข้อความ
ก. หนังสือภายนอก ข. หนังสือภายใน
ค. หนังสือประทับตรา ง. หนังสือรับรอง

15. หนังสือสั่งการมีกี่ชนิด
ก. 3 ชนิด ข. 4 ชนิด
ค. 5 ชนิด ง. 6 ชนิด

16. ข้อใดไม่ใช้หนังสือสั่งการ
ก. คำสั่ง ข. ระเบียบ
ค. ข้อบังคับ ง. กฎ

17. ข้อใดต่อไปนี้เป็นคำสั่ง
ก. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมาย
ข. บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย
ง. หนังสือที่กำหนดให้ใช้ตามแบบที่กำหนดไว้ใน

18. ข้อใดคือ ระเบียบ
ก. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมาย
ข. บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย
ง. หนังสือที่กำหนดให้ใช้ตามแบบที่กำหนดไว้ใน

19. ข้อบังคับ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ คือข้อใด
ก. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมาย
ข. บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย
ง. หนังสือที่กำหนดให้ใช้ตามแบบที่กำหนดไว้ใน

20. หนังสือประชาสัมพันธ์ แบ่งได้กี่ชนิด
ก. 3 ชนิด ข. 4 ชนิด
ค. 5 ชนิด ง. 6 ชนิด

21. ข้อใดไม่ใช้หนังสือประชาสัมพันธ์
ก. โฆษนา ข. ประกาศ
ค. แถลงการณ์ ง. ข่าว

22. ประกาศ คือข้อใดต่อไปนี้
ก. บรรดาข้อความที่ทางราชการบอกให้ทราบโดยทั่วกัน
ข. บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ
ค. บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ
ง. บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ

23. ข้อใดต่อไปนี้คือ แถลงการณ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
ก. บรรดาข้อความที่ทางราชการบอกให้ทราบโดยทั่วกัน
ข. บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ
ค. บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ
ง. บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ

24. ข้อใดต่อไปนี้ คือ ข่าว
ก. บรรดาข้อความที่ทางราชการบอกให้ทราบโดยทั่วกัน
ข. บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ
ค. บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ
ง. บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ

25. แถลงการณ์ใช้กระดาษ อะไร
ก. กระดาษตราครุฑ ข. กระดาษบันทึกข้อความ
ค. ไม่ต้องใช้กระดาษ ง. กระดาษมันธรรมดา

26. หนังสือที่ทางราชการทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานมีกี่ชนิด
ก. 3 ชนิด ข. 4 ชนิด
ค. 5 ชนิด ง. 6 ชนิด

27. หนังสือรับรองให้ออกเพื่อรับรองแก่ใคร
ก. บุคคล ข. นิติบุคคล
ค. หน่วยงาน ง. ถูกทุกข้อ

28. หนังสือรับรองที่ออกให้แก่บุคคลให้ติดรูปถ่ายขนาดเท่าใด
ก. 4 x 6 เซนติเมตร ข. 4 x 8 เซนติเมตร
8. 1 x 2 เซนติเมตร .. 3 x 5 เซนติเมตร

29. หนังสือรับรองที่ออกให้แก่บุคคล ให้ส่วนราชการประทับตราส่วนใด้ของรูปถ่าย
ก. ขอบล่างด้านซ้าย ข. ขอบล่างด้านขวา
ค. ขอบล่าง ง. มุมบน

30. รายงานการประชุมให้บันทึกสิ่งใดไว้เป็นหลักฐาน
ก. บันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ข. บันทึกความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม
ค. บันทึกมติในที่ประชุม ง. ถูกทุกข้อ

31. บันทึก ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
ก. ข้อความซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา
ข. ข้อความซึ่งผู้บังคับบัญชาสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
ค. ข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ำากว่าส่วนราชการระดับกรมติดต่อกัน
ง. ใช้กระดาษตราครุฑ

32. หนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในทางราชการ คือ
ก. หนังสืออื่น ข. เอกสารอื่นๆ
ค. หนังสือเวียน ง. ถูกทุกข้อ

33. หนังสือที่ต้องปฏิบัติงานเร็วกว่าปกติ แบ่งได้กี่ประเภท
ก. 3 ประเภท ข. 4 ประเภท
ค. 5 ประเภท ง. 6 ประเภท

34. หนังสือที่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติทันทีที่ได้รับหนังสือ คือ
ก. ด่วนมาก ข. ด่วนที่สุด
ค. ด่วนพิเศษ ง. ด่วนสุดๆ

35. หนังสือที่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็ว คือ
ก. ด่วนที่สุด ข. ด่วนมาก
ค. ด่วน ง. ด่วนพิเศษ

36. หนังสือที่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเร็วกว่าปกติ เท่าที่จะทำได้ คือ
ก. ด่วนที่สุด ข. ด่วนมาก
ค. ด่วน ง. ด่วนปกติ

37. หนังสือที่ต้องปฏิบัติงานเร็วกว่าปกติ ให้ระบุใช้ความเร็วด้วยตัวอักษรสีอะไร
ก. แดง ข. น้ำเงิน
ค. เหลือง ง. ดำ

38. หนังสือที่ต้องปฏิบัติงานเร็วกว่าปกติ ให้ให้พิมพ์ตัวอักษรไม่เล็กกว่าเท่าใด
ก. ตัวพิมพ์ โป้ง 20 พอยท์ ข. ตัวพิมพ์ โป้ง 24 พอยท์
ค. ตัวพิมพ์ โป้ง 32 พอยท์ ง. ตัวพิมพ์ โป้ง 42 พอยท์

39. ถ้าต้องการให้หนังสือถึงภายในเวลาที่กำหนดให้ระบุว่า
ก. ด่วนที่สุด ข. ถึง..............
ค. ด่วนภายใน ง. ด่วนภายในวันที่

40. สำเนาคู่ฉบับให้เก็บไว้ที่ต้นเรื่อง 1 ฉบับ และเก็บไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางจำนวนกี่ฉบับ
ก. 1 ฉบับ ข. 2 ฉบับ
ค. 3 ฉบับ ง. 4 ฉบับ

41. ในสำเนาคู่ฉบับไม่ให้ลงชื่อผู้ใดต่อไปนี้
ก. ผู้ร่าง ข. ผู้พิมพ์
ค. ผู้ตรวจ ง. ผู้ทาน

42. สำเนาคู่ฉบับที่เจ้าของหนังสือเห็นว่าควรให้ส่วนราชการอื่นได้รบทราบด้วยให้เจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับใดขึ้นไป ลงคำรับรองว่า สำเนาถูกต้อง
ก. ระดับ 1 ขึ้นไป ข. ระดับ 1 หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ข. ระดับ 2 ขึ้นไป ง. ระดับ 2 หรือเทียบเท่าขึ้นไป

เฉลยข้อสอบ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
1. ค. 1 มิถุนายน 2526
2. ข. 24 กันยายน 2548
3. ก. งานที่เกี่ยวกับการบริหารเอกสาร
4. ข. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
5. ก. เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ
6. ง. หนังสือที่บุคคลภายนอกมีไปถึงเอกชน
7. ข. 6 ชนิด
8. ค. หนังสือตราครุฑ
9. ก. หนังสือที่ติดต่อราชการแบบพิธี ใช้กระดาษตราครุฑ
10. ค. หนังสือที่ติดต่อราชการแบบพิธี น้อยกว่าหนังสือภายนอก ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
11. ก. ให้ลงชื่อส่วนราชการทั้งกรมและกอง
12. ข. หนังสื่อที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ ของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป
13. ง. ถูกทุกข้อ
14. ข. หนังสือภายใน
15. ก. 3 ชนิด
16. ง. กฎ
17. ข. บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย
18. ก. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมาย
19. ค. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย
20. ก. 3 ชนิด
21. ก. โฆษนา
22. ค. บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ
23. ข. บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ
24. ง. บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ
25. ก. กระดาษตราครุฑ
26. ข. 4 ชนิด
27. ง. ถูกทุกข้อ
28. ก. 4 x 6 เซนติเมตร
29. ข. ขอบล่างด้านขวา
30. ง. ถูกทุกข้อ
31. ง. ใช้กระดาษตราครุฑ
32. ก. หนังสืออื่น
33. ก. 3 ประเภท
34. ข. ด่วนที่สุด
35. ข. ด่วนมาก
36. ค. ด่วน
37. ก. แดง
38. ค. ตัวพิมพ์ โป้ง 32 พอยท์
39. ค. ด่วนภายใน
40. ก. 1 ฉบับ
41. ง. ผู้ทาน
42. ง. ระดับ 2 หรือเทียบเท่าขึ้นไป

ที่มา  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sansook&month=16-03-2010&group=42&gblog=4  ขอบคุณคะ
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
พัสดุ

สาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535

ในการจัดหาพัสดุเพื่อใช้ในราชการ ส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2538 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2539 และฉบับที่ 4 พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดหาพัสดุ มีข้อกำหนดรวมทั้งสิ้น 178 ข้อ แบ่งเป็น 4 หมวด คือ
หมวด 1 ข้อความทั่วไป มี 4 ส่วน รวม 8 ข้อ
หมวด 2 การจัดหา มี 8 ส่วน รวม 146 ข้อ แบ่งเป็น
(1) การจัดหา มี 6 ประเภท ได้แก่ การซื้อและการจ้าง 65 ข้อ การจ้างที่ปรึกษา 21 ข้อ การจ้างเอกชนออกแบบและคุมงาน 28 ข้อ การแลกเปลี่ยน 5 ข้อ และการเช่า 4 ข้อ
(2) สัญญาและหลักประกัน 13 ข้อ
(3) การลงโทษผู้ทิ้งงาน 7 ข้อ
หมวด 3 การควบคุมและจำหน่ายพัสดุ มี 3 ส่วน รวม 16 ข้อ ได้แก่ การยืม 5 ข้อ การควบคุม 6 ข้อ และการจำหน่าย 5 ข้อ
หมวด 4 บทเฉพาะกาล รวม 4 ข้อ

1.หลักการของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541
“การจัดหาพัสดุตามระเบียบนี้ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนของการจัดหาต้อง ดำเนินการโดยเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงคุณสมบัติและความสามารถของผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองาน เว้นแต่กรณีที่มีลักษณะเฉพาะ อันเป็นข้อยกเว้นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
ในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต้องมีการบันทึกหลักฐานในการดำเนินการ พร้อมทั้งต้องระบุเหตุผลในการพิจารณาสั่งการในขั้นตอนที่สำคัญไว้เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย”

วงจรการบริหารงานพัสดุ
- วางแผน/กำหนดโครงการ
- กำหนดความต้องการ
- ขอตั้งงบประมาณ
- วางแผนการจัดหา
- จัดหา
- แจกจ่าย
- ควบคุม บำรุงรักษา
- จำหน่าย
- กลับสู่วงจรของการวางแผน/กำหนดโครงการ/กำหนดความต้องการ

2. ความหมายของคำนิยามที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดหาพัสดุ

“การพัสดุ” หมายความว่า การจัดทำเอง การซื้อ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา การจ้างออกแบบและควบคุมงาน การแลกเปลี่ยน การเช่า การควบคุม การจำหน่าย และการดำเนินการอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
“พัสดุ” หมายความว่า วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่กำหนดไว้ในหนังสือการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณของสำนักงบประมาณ หรือการจำแนกประเภท รายจ่ายตามสัญญาเงินกระผม้จากต่างประเภท
“การซื้อ” หมายความว่า การซื้อพัสดุทุกชนิดทั้งที่มีการติดตั้ง ทดลอง และบริการ ที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ แต่ไม่รวมถึงการจัดหาพัสดุในลักษณะการจ้าง
“การจ้าง” ให้หมายความรวมถึง การจ้างทำของ และการรับขนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการจ้างเหมาบริการ แต่ไม่รวมถึงการจ้างลูกจ้างของส่วนราชการตามระเบียบของกระทรวงการคลัง การรับขนในการเดินทางไปราชการตามกฎหมายว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ การจ้างที่ปรึกษา การจ้างออกแบบและควบคุมอาคาร และการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“เงินงบประมาณ” หมายความว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติม และเงินซึ่งส่วนราชการได้รับไว้ โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ไม่ต้องส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ไม่รวมถึงเงินกระผม้ และเงินช่วยเหลือตามระเบียบนี้
“ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็น ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
“หัวหน้าส่วนราชการ” สำหรับการบริหารส่วนกลาง หมายความว่า อธิบดี หรือ หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นนิติบุคคล สำหรับราชการบริหารส่วนภูมิภาค หมายความว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด
“หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ” หมายความว่า หัวหน้าหน่วยงานระดับกองหรือเทียบเท่าที่ปฏิบัติงานในสายงานที่เกี่ยวกับการพัสดุตามที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนด หรือข้าราชการอื่นซึ่งได้รับแต่งตั้งจากหัวหน้าส่วนราชการให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุแล้วแต่กรณี
“เจ้าหน้าที่พัสดุ” หมายความว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับพัสดุหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากหัวหน้าส่วนราชการ
ให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบ

3. ประเภทของการจัดหา
การจัดหาแบ่งออกเป็น 6 ประเภท คือ 1) การซื้อการจ้าง 2) การจ้างที่ปรึกษา 3) การจ้างออกแบบคุมงาน 4) การแลกเปลี่ยนและการเช่า 5) การจ้างที่ปรึกษาและ 6) การจ้างออกแบบ คุมงานเป็นการจ้างเหมาบริการลักษณะหนึ่งซึ่งยังมีการใช้ไม่มากนัก ส่วนการแลกเปลี่ยนและ การเช่ามีข้อกำหนดให้ถือปฏิบัติโดยอนุโลมตามวิธีการซื้อ นอกจากนั้น ยังอาจมีการจัดหาประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระเบียบนี้กำหนดไว้ และไม่มีระเบียบของทางราชการหรือกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ แต่ระเบียบข้อ 14 ได้มีข้อกำหนดเผื่อไว้ให้ถือปฏิบัติโดยอนุโลมตามวิธีการจัดหาประเภทใดประเภทหนึ่งที่กำหนดไว้ในระเบียบ ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างในกรณีที่อาจมีการจัดหาประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในระเบียบเกิดขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีข้อกำหนดในข้อนี้ไว้ ผู้ปฏิบัติอาจไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไร ดังเช่นการเช่าซื้อจะอนุโลมถือปฏิบัติตามวิธีการซื้อ เป็นต้น

4. วิธีการจัดหา
หลักการจัดหา ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนจะต้องดำเนินการโดยเปิดเผย โปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยจะต้องมีการบันทึกหลักฐานในการดำเนินการแต่ละขั้นตอน พร้อมระบุเหตุผลในการพิจารณาสั่งการในขั้นตอนที่สำคัญไว้ด้วย นอกจากนั้น ยังจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติและความสามารถของผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองาน เว้นแต่กรณีที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ โดยจะต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจนในเอกสารสอบราคา ประกวดราคา หรือเอกสารที่ใช้ในการเสนองานหรือเสนอราคา และ ยังจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองาน โดยเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อให้มีการแข่งขันราคากันอย่างเป็นธรรมด้วย
ระเบียบฯ ได้แบ่งวิธีการจัดหาหลัก คือ การซื้อหรือการจ้างตามลำดับวงเงินและความสำคัญ โดยแยกวิธีการซื้อหรือการจ้างไว้ 5 วิธี ดังนี้
(1) วิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท การซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา ให้เจ้าหน้าที่พัสดุติดต่อตกลงราคากับผู้ขายหรือ ผู้รับจ้างโดยตรง แล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อหรือจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการตามระเบียบข้อ 29
(2) วิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท
(3) วิธีประกวดราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 2,000,000 บาท
(4) วิธีพิเศษ ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาทและกระทำได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไขกรณีหนึ่งกรณีใด ตามระเบียบฯ ข้อ 23 (สำหรับการซื้อ) และข้อ 24 (สำหรับการจ้าง) รวมทั้งการซื้อหรือการจ้างสำหรับส่วนราชการในต่างประเทศ หรือมีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติในต่างประเทศ
(5) วิธีกรณีพิเศษ ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างจากหน่วยงานของทางราชการตามระเบียบฯ ข้อ 26 ซึ่งเป็นผู้ผลิตพัสดุหรือทำงานจ้างนั้นเอง และนายกรัฐมนตรีอนุมัติให้ซื้อหรือจ้างโดยวิธีนี้ได้ หรือมีกฎหมาย/มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ซื้อหรือจ้าง ซึ่งกรณีนี้ให้รวมถึงหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดด้วย (ไม่กำหนดวงเงิน)
สำหรับการซื้อหรือการจ้าง 3 วิธีแรก ตาม(1) – (3) ระเบียบฯ เปิดโอกาสให้ดำเนินการ โดยวิธีที่กำหนดไว้สำหรับวงเงินที่สูงกว่าได้ แต่ห้ามแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อ สั่งจ้างเปลี่ยนไป
อนึ่ง การที่จะใช้วิธีการซื้อหรือจ้างโดยวิธีใดในระหว่างวิธีตกลงราคา วิธีสอบราคาและ วิธีการประกวดราคา ขึ้นอยู่กับวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในแต่ละครั้ง ซึ่งจะต้องระบุไว้ในรายงานขอซื้อหรือขอจ้างในแต่ละครั้ง ซึ่งจะต้องระบุไว้ในรายงานขอซื้อหรือขอจ้างตามระเบียบ ฯ ข้อ 27 หรือ ข้อ 28(สำหรับการซื้อที่ดินและหรือการก่อสร้าง)
นอกจากนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ(ฉบับที่ 6) พ.ศ.2545 กำหนดให้เพิ่มวิธีการซื้อหรือจ้างอีก 1 ประเภท คือ วิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด และตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การกำหนดแนวทาง ขั้นตอนและหลักเกณฑ์สำหรับการดำเนินการจัดหาพัสดุในรูปแบบการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Auction) กำหนดประเภทพัสดุที่จัดหา ได้แก่ พัสดุประเภทครุภัณฑ์สำนักงาน วัสดุสิ้นเปลือง ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เครื่องพิมพ์ ฯลฯ การจ้างเหมาบริการทำความสะอาดและการรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ การจัดหาพัสดุโดยวิธีการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีคณะกรรมการจัดหาโดยวิธีการประมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์(คณะกรรมการ e-Auction) ประกอบด้วย เลขานุการกรม หรือผู้อำนวยการกองคลัง แล้วแต่กรณี เป็นประธานกรรมการ กรรมการอย่างน้อย 2 คน ประกอบด้วย ผู้แทนศูนย์หรือส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนส่วนราชการที่ต้องการจัดหาพัสดุ และให้หัวหน้าพัสดุของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการให้ถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 35 – 36 โดยอนุโลม

5. อำนาจสั่งซื้อ / สั่งจ้าง
วิธี วงเงิน(บาท) ผู้มีอำนาจ
ตกลงราคา ไม่เกิน 100,000 หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ
กรณีพิเศษ

สอบราคา ไม่เกิน 50 ล้าน หัวหน้าส่วนราชการ
ประกวดราคา เกิน 50 ล้าน ไม่เกิน 100 ล้าน ปลัดกระทรวง
จ้างที่ปรึกษา เกิน 100 ล้าน รัฐมนตรีเจ้าสังกัด

พิเศษ ไม่เกิน 25 ล้าน หัวหน้าส่วนราชการ
เกิน 25 ล้าน ไม่เกิน 50 ล้าน ปลัดกระทรวง
เกิน 500 ล้าน รัฐมนตรีเจ้าสังกัด

กรณีพิเศษ เกิน 100,000 บาท หัวหน้าส่วนราชการ

6. อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา
6.1 เจ้าหน้าที่พัสดุ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(1) ทำรายงานขอซื้อขอจ้างตามระเบียบฯ ข้อ 27 หรือข้อ 28 และดำเนินการตามวิธีซื้อหรือจ้าง ตามข้อ 29(กรณีการแลกเปลี่ยนทำรายงานตามข้อ 124 และการเช่าทำรายงานตามข้อ 130)
(2) ติดต่อตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้าง ภายในวงเงินวิธีตกลงราคาตามข้อ 39
(3) รับซองใบเสนอราคาในการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคา กรณียื่นซองโดยตรง ตามข้อ 41
(4) จัดทำเอกสารสอบราคาตามข้อ 40 เอกสารประกวดราคาตามข้อ 44 และ ปิดประกาศสอบราคา หรือประกวดราคารวมทั้งส่งไปเผยแพร่ตามที่ระเบียบกำหนดในข้อ 41 หรือข้อ 45 แล้วแต่กรณี
(5) เตรียมการเกี่ยวกับการให้หรือขายแบบตามข้อ 46
(6) รับพัสดุหรืองานจ้างจากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง และรายงานหัวหน้าส่วนราชการทราบตามข้อ 71 หรือข้อ 72 แล้วแต่กรณี
6.2 หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(1) จัดซื้อหรือจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา ตามข้อ 39 และวิธีกรณีพิเศษ วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ตามข้อ 59
(2) เก็บรักษาซองสอบราคาเพื่อส่งมอบต่อคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาตามข้อ 41
(3) รับผิดชอบควบคุมดูแลและจัดทำหลักฐานการปิดประกาศและเผยแพร่ข่าวการประกาศประกวดภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามข้อ 45
(4) รวบรวมความเห็นของคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา ตามข้อ 42 คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา ตามข้อ 50 คณะกรรมการจัดซื้อหรือจัดจ้าง โดยวิธีพิเศษตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี และเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้มีอำนาจสั่งซื้อสั่งจ้าง
(5) ดูแลบำรุงรักษาและตรวจสอบความชำรุดบกพร่องภายในกำหนดเวลารับประกัน
6.3 หัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(1) แต่งตั้งหรือมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งไม่ได้ทำ หน้าที่เกี่ยวกับการพัสดุในสายงานที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนด ให้มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดหาในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ
(2) ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการรายงานขอซื้อหรือขอจ้างของเจ้าหน้าที่พัสดุตามข้อ 29 การคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการซื้อและการจ้างตามข้อ 31
(3) แต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติตามระเบียบ รวมทั้งกำหนดเวลาและขยายเวลาในการดำเนินงานของคณะกรรมการ ตามข้อ 32 ข้อ 34
(4) แต่งตั้งผู้ควบคุมงาน ตามข้อ 37 ที่ปรึกษา ตามข้อ 38 ผู้ควบคุมการจัดทำเองและกรรมการตรวจการปฏิบัติงานสำหรับการจัดทำเอง ตามข้อ 15
(5) ให้ความเห็นชอบการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคากรณีจำเป็น และ เร่งด่วนที่ได้ดำเนินการไปก่อน ตามระเบียบข้อ 39 วรรคสอง
(6) พิจารณาผลการดำเนินการจัดหาโดยวิธีสอบราคาตามข้อ 42 และข้อ 43 วิธีประกวดราคาตามข้อ 50 ข้อ 51 และข้อ 55
และวิธีพิเศษตามข้อ 57 หรือข้อ 58
(7) ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอลดรายการ ลดจำนวน หรือลดเนื้องาน หรือขอเงินงบประมาณเพิ่มเติม ตามข้อ 43 และข้อ 50
(8) สั่งยกเลิกการประกวดราคา กรณีมีผู้เสนอราคาหลายราย แต่เสนอถูกต้องเพียงรายเดียว ตามข้อ 51 หรือไม่มีผู้เสนอราคาเลย ตามข้อ 52 ซึ่งจะต้องสั่งการให้ประกวดราคาใหม่ หรืออาจเลือกสั่งการให้ดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีโดยวิธีพิเศษตามข้อ 23(7) หรือข้อ 24(5) รวมทั้งการสั่งยกเลิกการประกวดราคากรณีมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการที่เป็นสาระสำคัญตามข้อ 47
(9) สั่งซื้อหรือจ้างโดยวิธีสอบราคาและวิธีประกวดราคา และการสั่งจ้างที่ปรึกษาภายในวงเงินการซื้อการจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน 20 ล้านบาท ตามข้อ 65
และข้อ 91 โดยวิธีพิเศษ ภายในวงเงิน 25 ล้านบาท ตามข้อ 66 โดยวิธีกรณีพิเศษ มีอำนาจสั่งซื้อหรือจ้างได้โดยไม่จำกัด วงเงิน
(10) เสนอความเห็นต่อปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรี ในกรณีการซื้อหรือจ้างเกินอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการในการสั่งซื้อสั่งจ้าง
(11) พิจารณาการจ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับการซื้อการจ้าง ตามข้อ 68
(12) กำหนดหลักประกันในการจัดหาที่เห็นว่ามีความสำคัญพิเศษสูงกว่าร้อยละ 5 ตามข้อ 142
(13) ลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงในการจัดหาประเภทต่าง ๆ ตามข้อ 132 และข้อ 133
(14) กำหนดค่าปรับในสัญญาหรือข้อตกลงตามข้อ 134
(15) สั่งการให้ตรวจรับพัสดุหรืองานจ้างที่มีกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือตรวจงานจ้างบางคนไม่ยอมรับพัสดุหรืองานจ้างนั้น โดยทำความเห็นแย้งไว้
ตามข้อ 71 หรือข้อ 72
(16) พิจารณาการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในสัญญาหรือข้อตกลงซึ่งไม่ต้องเพิ่มวงเงินหรือเพิ่มวงเงินแล้วยังอยู่ในอำนาจการสั่งให้จัดหา
ของหัวหน้าส่วนราชการตามข้อ 136
(17) สั่งการให้บอกเลิกสัญญาตามข้อ 137 หรือข้อ 138 และสั่งใช้สิทธิตาม เงื่อนไขของสัญญาหรือข้อตกลงหรือข้อกฎหมาย ตามข้อ 140
(18) สั่งการให้งดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญา หรือให้ขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลงภายในวงเงินที่มีอำนาจในการสั่งการให้จัดหา
ตามข้อ 139
(19) ส่งสำเนาสัญญาหรือข้อตกลงซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไป ให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและกรมสรรพากร ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาหรือข้อตกลงตามข้อ 135
(20) ทำรายงานชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ในการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลงกรณีเร่งด่วน
(21) เสนอความเห็นการเป็นผู้ทิ้งงานให้ปลัดกระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาตามข้อ 15 ฉ ข้อ 15 สัตต และข้อ 145
6.4 ปลัดกระทรวง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
(1) สั่งซื้อสั่งจ้างครั้งหนึ่งโดยวิธีประกวดราคา วงเงินเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท ตามข้อ 65 โดยวิธีพิเศษ วงเงินเกินกว่า 25 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ตามข้อ 66
(2) สั่งการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการหลังทำสัญญาแล้ว กรณีต้องเพิ่มวงเงินแล้วเกินอำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างของหัวหน้าส่วนราชการ ตามข้อ 136
(3) พิจารณาการลดหรืองดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญา กรณีที่เข้าเงื่อนไขให้กระทำได้ ซึ่งวงเงินเกินอำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจ้างของหัวหน้าส่วน ราชการ ตามข้อ 139
(4) พิจารณาส่งชื่อผู้ที่อยู่ในข่ายการเป็นผู้ทิ้งงานไปยังผู้รักษาการตามระเบียบเพื่อพิจารณาสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน หรือรายงานคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.)ทราบ กรณีเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ยังไม่สมควรให้เป็นผู้ทิ้งงาน ตามข้อ 145
(5) พิจารณาวินิจฉัยการอุทธรณ์คำสั่งของผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานที่ถูกตัดรายชื่อเพาะเหตุที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือกระทำการอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ตามข้อ 15 เบญจ และข้อ 15 ฉ
(6) พิจารณายกเลิกการเปิดซองสอบราคา ประกวดราคา หรือเสนองาน กรณีเห็นด้วยกับคำคัดค้านของผู้อุทธรณ์ที่ถูกตัดรายชื่อออกจากการเป็นผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองาน ตามข้อ 15 เบญจ ข้อ 15 ฉ และข้อ 15 สัตต
(7) พิจารณาตัดรายชื่อผู้ที่รักษาการตามระเบียบสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานออกจาก รายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการคัดเลือก/ยกเลิกการสอบราคา ประกวดราคาหรือเสนองาน/หรือยกเลิกการลงนามในสัญญาที่ได้กระทำก่อนการสั่งการของผู้รักษาการตามระเบียบ เว้นแต่กรณีเป็นประโยชน์ราชการอย่างยิ่ง ข้อ 145 วรรคสี่

6.5 คณะกรรมการต่าง ๆ
การดำเนินการจัดหาพัสดุตามระเบียบฯ ว่าด้วยการพัสดุ เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ จัดหาจะเป็นคณะบุคคลซึ่งทำงานร่วมกันในรูปของคณะกรรมการ โดยหัวหน้าส่วนราชการเป็น ผู้แต่งตั้งทุกครั้งที่มีการจัดหา และกำหนดเวลาในการดำเนินงานให้ด้วย คณะกรรมการต่าง ๆ มีดังนี้
(1) คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา
(2) คณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา
(3) คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา
(4) คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ
(5) คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ
(6) คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
(7) คณะกรรมการตรวจรับการจ้าง คณะกรรมการตรวจการปฏิบัติงาน และผู้ควบคุมงาน
(8) คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีตกลง
(9) คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีคัดเลือก
(10) คณะกรรมการรับซองเสนองาน จ้างออกแบบ และควบคุมงาน โดยวิธีคัดเลือก
(11) คณะกรรมการดำเนินการจ้างโดยวิธีคัดเลือก
(12) คณะกรรมการดำเนินการจ้างโดยวิธีคัดเลือกแบบจัดข้อกำหนด
(13) คณะกรรมการตรวจและรับมอบงาน
(14) คณะกรรมการแลกเปลี่ยนพัสดุกับเอกชน
อย่างไรก็ดี ระเบียบฯ ได้กำหนดข้อยกเว้นในการแต่งตั้งคณะกรรมการในกรณี จัดหาพัสดุโดยวิธีตกลงราคา ซึ่งเป็นการจัดหาที่มีวงเงินไม่สูงนัก (ไม่เกิน 100,000 บาท) ไม่ต้องดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ
องค์ประกอบของคณะกรรมการดำเนินการซื้อหรือจ้างจำนวน
- 3 คน ประธาน 1 คน กรรมการ 2 คน
คุณสมบัติ
- ปกติ ข้าราชการระดับ 3 ขึ้นไป
กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของราชการจะตั้งผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการได้
- ควรแต่งตั้งผู้ชำนายการ/ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ ยกเว้น
กรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาองค์ประชุม
- ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ประธานต้องอยู่ด้วย นอกจากการรับซอง/เปิดซอง
- คนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงเท่ากัน ประธานออกเสียงเพิ่มชี้ขาด
- ถือเสียงข้างมาก ยกเว้น กรรมการตรวจรับ/ตรวจการจ้าง
ถือมติเอกฉันท์ ผู้ไม่เห็นด้วย ทำความเห็นแย้ง
การรายงาน - ภายในเวลาที่กำหนดในคำสั่ง
- ถ้าไม่ทัน ขอขยายเวลาตามความจำเป็น
ข้อยกเว้น - วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท
- ตั้งข้าราชการ ลูกจ้างประจำ คนเดียวตรวจรับ/ตรวจการจ้าง
ข้อห้าม - กรรมการรับและเปิดซองเป็นกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา
- กรรมการเปิดซองสอบราคา/กรรมการพิจารณาผลประกวดราคาเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ

7. ขั้นตอนการจัดหา
7.1 พิจารณาความจำเป็น / ความต้องการในการใช้งาน
7.2 พิจารณากำหนดคุณลักษณะเฉพาะ/รูปแบบ/รายการละเอียด
7.3 พิจารณาวิธีการจัดหา
7.4 ดำเนินการจัดหา
7.5 คัดเลือกผู้ขาย/ผู้รับจ้าง
7.6 แจ้ง/ทำความตกลง/หรือทำสัญญา
7.7 ควบคุมการปฏิบัติตามสัญญา
7.8 ตรวจรับ
7.9 ลงบัญชี/ทะเบียน และส่งมอบผู้ใช้งาน
7.10 ตรวจสอบความชำรุดบกพร่องในระหว่างรับประกัน

8. การตรวจรับพัสดุ หรือการตรวจการจ้าง
ในการตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้าง คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง มีหน้าที่ต้องตรวจให้เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะ แบบ รูป รายการละเอียด เงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญา หรือข้อตกลงทุกประการ และจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วที่สุด เนื่องจากการตรวจรับมีผลกระทบโดยตรงในการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง หรือคู่สัญญาของทางราชการ(ในกรณีที่มีเหตุในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในสัญญา รวมทั้งการขยายเวลาทำการ การปรับหรืองดค่าปรับ สมควรอยู่ในหน้าที่ของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะนี้ด้วย)
9.1 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ มีหน้าที่ดังนี้
(1) ตรวจรับพัสดุ ณ ที่ทำการของผู้ใช้พัสดุนั้นหรือสถานที่ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาหรือข้อตกลง การตรวจรับพัสดุ ณ สถานที่อื่น ในกรณีที่ไม่มีสัญญาหรือข้อตกลงจะต้องไดรับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการก่อน
(2) ตรวจรับพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักฐานที่ตกลงกันไว้ สำหรับกรณีที่มีการทดลองหรือตรวจสอบในทางเทคนิคหรือทางวิทยาศาสตร์ จะเชิญผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพัสดุนั้นมาให้คำปรึกษา หรือส่งพัสดุนั้นไปทดลองหรือตรวจสอบ ณ สถานที่ของผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒินั้น ๆ ก็ได้ ในกรณีจำเป็นที่ไม่สามารถตรวจนับเป็นจำนวนหน่วยทั้งหมดได้ ให้ตรวจรับตามหลักวิชาการสถิติ
(3) โดยปกติให้ตรวจรับพัสดุในวันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างนำพัสดุมาส่งและให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วที่สุด
(4) เมื่อตรวจถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้รับพัสดุไว้และถือว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างได้ส่งมอบพัสดุถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างนำพัสดุนั้นมาส่ง แล้วมอบแก่เจ้าหน้าที่พัสดุ พร้อมกับทำใบตรวจรับโดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อยสองฉบับ มอบแก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง 1 ฉบับ และเจ้าหน้าที่พัสดุ 1 ฉบับ เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินตามระเบียบว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง และรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการทราบ ในกรณีที่เห็นว่าพัสดุที่ส่งมอบมี รายละเอียดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อตกลง ให้รายงาน หัวหน้าส่วนราชการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อทราบหรือสั่งการแล้วแต่กรณี
(5) ในกรณีที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างส่งมอบพัสดุถูกต้องแต่ไม่ครบจำนวน หรือส่งมอบครบจำนวนแต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ถ้าสัญญาหรือข้อตกลงมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ตรวจรับไว้เฉพาะจำนวนที่ถูกต้อง โดยถือปฏิบัติตาม (4) และโดยปกติให้รีบรายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อแจ้งให้ผู้ขายหรือผู้รับจ้างทราบภายใน 3 วันทำการนับแต่วันตรวจพบ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิ์ของ ส่วนราชการที่จะปรับผู้ขายหรือผู้รับจ้างในจำนวนที่ส่งมอบไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องนั้น
(6) การตรวจรับพัสดุที่ประกอบกันเป็นชุดหรือหน่วย ถ้าขาดส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้วไม่สามารถใช้การได้โดยสมบูรณ์ ให้ถือว่าผู้ขายหรือผู้ รับจ้างยังมิได้ส่งมอบพัสดุนั้น และโดยปกติให้รีบรายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อแจ้งให้ผู้ขายหรือผู้รับจ้างทราบภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ตรวจพบ
(7) ถ้ากรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอรับพัสดุโดยทำความเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการ ถ้าหัวหน้าส่วนราชการสั่งการให้รับพัสดุนั้นไว้ จึงดำเนินการตาม (4) หรือ (5) แล้วแต่กรณี
9.2 คณะกรรมการตรวจการจ้าง มีหน้าที่ดังนี้
(1) ตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงานรายงานโดยตรวจสอบกับแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาทุกสัปดาห์ รวมทั้งรับทราบหรือพิจารณาการสั่งหยุดงาน หรือพักงานของผู้ควบคุมงาน แล้วรายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
(2) การดำเนินการตาม (1) ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีกรณีที่เห็นว่าตามหลักวิชาการช่างไม่น่าจะเป็นไปได้ให้ออกตรวจงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้น ๆ โดยให้มีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หรือตัดทอนงานจ้างได้ตามที่เห็นสมควร และตามหลักวิชาการช่างเพื่อให้เป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา
(3) โดยปกติให้ตรวจผลงานที่ผู้รับจ้างส่งมอบภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบการส่งมอบงาน และให้ทำการตรวจรับให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วที่สุด
(4) เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาแล้วให้ถือว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วน
ตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้น และให้ทำใบรับรองผลการปฏิบัติงานทั้งหมดหรือเฉพาะงวด แล้วแต่กรณี โดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย 2 ฉบับ
มอบให้แก้ผู้รับจ้าง 1 ฉบับ และเจ้าหน้าที่พัสดุ 1 ฉบับ เพื่อทำการ เบิกจ่ายเงินตามระเบียบว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง และรายงานให้
หัวหน้าส่วนราชการทราบในกรณีที่เห็นว่าผลงานที่ส่งมอบทั้งหมดหรืองวดใดก็ตามไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา
ให้รายงานหัวหน้าส่วนราชการ ผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อทราบ หรือสั่งการแล้วแต่กรณี
(5) ในกรณีที่กรรมการตรวจการจ้างบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการ ถ้าหัวหน้าส่วนราชการสั่งการให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ จึงจะดำเนินการตาม (4)

10. การตรวจสอบพัสดุประจำปี
นอกจากนั้น สำหรับงานจ้างก่อสร้าง ระเบียบฯ ปัจจุบันได้กำหนดให้มีผู้ควบคุมงาน ซึ่งมีความรู้ความชำนาญทางด้านช่างตามลักษณะของงานก่อสร้าง โดยแยกอำนาจหน้าที่ออกจากคณะกรรมการตรวจการจ้างอย่างชัดเจน รวมทั้งกำหนดวิธีการในการจ้างเอกชนเป็นผู้ควบคุมงานในกรณีจำเป็นด้วย
10.1 การตรวจสอบ - แต่งตั้งผู้ตรวจสอบที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่พัสดุ
- ก่อนสิ้นเดือนกันยายน(ปีหนึ่งทำหลายครั้งได้)
ช่วงเวลาตรวจสอบ - เริ่มวันเปิดทำการวันแรกของเดือนตุลาคม
เสร็จภายใน 30 วันทำการ
10.2 วิธีการ - ตรวจสอบการรับ-จ่าย(1ตุลาคม-30กันยายน)
- ตรวจสอบพัสดุคงเหลือตามบัญชี/ทะเบียน
- ตรวจสอบพัสดุชำรุด/เสื่อมคุณภาพ/สูญไป/ไม่ควรใช้
ในราชการต่อไป
10.3 ผลการดำเนินการ - ไม่มีพัสดุชำรุด เสื่อม สูญหาย
- กรณีมีพัสดุชำรุด เสื่อม สูญหาย ตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง
- กรณีไม่มีตัวผู้ต้องรับผิด ให้เสนอหัวหน้าส่วนราชการ
ยุติเรื่อง
- กรณีต้องหาตัวผู้รับผิด หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการ ตามกฎหมาย/ระเบียบทางราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป
ยกเว้น เห็นได้ชัดเจนว่า
- เสื่อมสภาพเนื่องจากใช้งานปกติ
- สูญไปตามธรรมชาติ
ให้หัวหน้าส่วนราชการสั่งให้ดำเนินการจำหน่ายต่อไป
10.4 การรายงาน รายงานหัวหน้าส่วนราชการ/สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค
.. ส่งส่วนกลาง 1 ชุด


ที่มา http://kromchol.rid.go.th/person/library/his2.html 
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535

 

1.    ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบันฉบับที่ ?
ก. ฉบับที่ 5
ข. ฉบับที่ 6
ค. ฉบับที่ 7*
ง. ฉบับที่ 8


2. ผู้รักษาการตามระเบียบนี้ คือ
ก. ปลัดกระทรวงการคลัง*
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี


3. การพัสดุ ตามระเบียบฯ หมายความว่า
ก. การจัดทำเอง
ข. การซื้อ
ค. การจ้างที่ปรึกษา
ง. ถูกทุกข้อ*


4. ข้อใดไม่ได้หมายถึงการจ้างตามระเบียบนี้
ก. จ้างทำของ
ข. จ้างเหมาบริการ
ค. จ้างลูกจ้างของส่วนราชการ*
ง. การรับขน


5. เงินงบประมาณ หมายความว่า
ก. งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ข. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
ค. เงินคงเหลือจ่ายข้ามปี
ง. ถูกทุกข้อ*
6. ตามระเบียบฯ อาคาร หมายความว่า
ก. อาคารที่ทำการ
ข. โรงเรียน
ค. สนามกีฬา
ง. ถูกทุกข้อ*

7. คำว่า ส่วนราชการ ตามระเบียบฯ หมายความว่า
ก. กระทรวง
ข. กรม
ค. สำนักงาน
ง. ถูกทุกข้อ*


8. หัวหน้าส่วนราชการ คือ
ก. อธิบดี
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. เลขาธิการ ก.พ.
ง. ถูกทุกข้อ*


9. ใครคือ เจ้าหน้าที่พัสดุโดยตำแหน่ง
ก. หัวหน้าหน่วยงานระดับกอง*
ข. เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้ง
ค. เลขานุการสำนักงาน ซึ่งได้รับแต่งตั้ง
ง. ถูกทุกข้อ


10. คำว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะต้องถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ.....
ก. 25*
ข. 30
ค. 40
ง. 50

 

 

 


11. การขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หมายความว่า
ก. การสมยอม
ข. การรับว่าจะให้
ค. การใช้กำลังประทุษร้าย
ง. ถูกทุกข้อ*
12. ข้อใดหมายถึง งานก่อสร้างสาธารณูปโภค
ก. การประปา
ข. การโทรคมนาคม
ค. การระบายน้ำ
ง. ถูกทุกข้อ*


13. ระเบียบนี้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการ ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุโดย
ก. เงินงบประมาณ
ข. เงิน
ค. เงินช่วยเหลือ
ง. ถูกทุกข้อ*

14. การมอบอำนาจตามระเบียบนี้ ให้ผู้มอบอำนาจส่งสำเนาหลักฐานการมอบอำนาจให้กับ
ก. กรมสรรพกร
ข. สตง.*
ค. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ
ง. ถูกทุกข้อ


15. ถ้าการกระทำที่มีเจตนาทุจริต หรือเป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายอย่างร้ายแรง การดำเนินการลงโทษอย่างต่ำ คือ
ก. ปลดออก*
ข. ไล่ออก
ค. ตัดเงินเดือน
ง. ตักเตือน

 

 


16. ถ้าการกระทำเป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายแต่ไม่ร้ายแรง ให้ลงโทษอย่างต่ำ คือ
ก. ปลดออก
ข. ไล่ออก
ค. ตัดเงินเดือน*
ง. ตักเตือน


17. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ประกอบด้วย
ก. ปลัดกระทรวงการคลัง ประธาน*
ข. อธิบดีกรมบัญชีกลาง ประธาน
ค. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประธาน
ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธาน


18. ผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานที่ถูกตัดรายชื่อออกจากการเป็นผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานเพราะเหตุเป็นผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน จะอุธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อใคร
ก. ปลัดกระทรวงคมนาคม*
ข. หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ
ค. เจ้าหน้าที่พัสดุ
ง. รัฐมนตรีเจ้าสังกัด


19. ถ้ามีผู้เสนอราคาพัสดุที่อยู่ระหว่างขอการรับรองระบบคุณภาพให้ถือเสมือนเป็นผู้เสนอราคาพัสดุที่ได้รับรองคุณภาพซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับกระทรวงอุตสาหกรรมภายในกี่วัน
ก. 10 *
ข. 15
ค. 20
ง. 30

20. วิธีซื้อและวิธีจ้างตามระเบียบพัสดุกระทำได้กี่วิธี
ก. 4
ข. 5
ค. 6*
ง. 7
21. การซื้อโดยวิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน
ก. 50,000
ข. 60,000
ค. 100,000*
ง. 10,000

22. การจ้างโดยวิธีตกลงราคา ได้แก่ การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน
ก. 50,000
ข. 60,000
ค. 100,000*
ง. 10,000


23. การซื้อโดยวิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน
ก. 200,000
ข. 2,000,000
ค. 100,000*
ง. 10,000
24. การจ้างโดยวิธีสอบราคา ได้แก่ การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน
ก. 200,000
ข. 2,000,000
ค. 100,000*
ง. 10,000


25. การซื้อโดยวิธีประกวดราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน
ก. 200,000
ข. 2,000,000*
ค. 100,000
ง. 10,000


26. การซื้อโดยวิธีพิเศษ ได้แก่
ก. การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท
ข. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ทางราชการ
ค. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ
ง. ถูกทุกข้อ*

27. การซื้อรถประจำตำแหน่งสามารถซื้อได้ในกรณีใด
ก. ตกลงราคา
ข. สอบราคา
ค. ประกวดราคา
ง. วิธีพิเศษ*


28. การจ้างโดยวิธีพิเศษ ได้แก่
ก. เป็นงานที่ต้องจ้างช่างผู้มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือผู้มีความชำนาญเป็นพิเศษ
ข. การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท
ค. เป็นงานจ้างที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ทางราชการ
ง. ถูกทุกข้อ*


29. การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีกรณีพิเศษ ได้แก่ การซื้อการจ้างจากแหล่งใด
ก. จากส่วนราชการ
ข. จากรัฐวิสาหกิจ
ค. ถูกทั้ง ก. และ ข.*
ง. ผิดทุกข้อ


30. รายงานขอซื้อขอจ้าง ระบุตามระเบียบพัสดุข้อที่เท่าใด
ก. 24
ข. 25
ค. 26
ง. 27*


ขอขอบคุณ  http://www.testthai1.com/read.php?tid=1575
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 09:17:49 AM โดย กาแฟดำ »
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
แนวข้อสอบ การบริหารงบประมาณ(เฉลย)

1. เงินค่าเช่าบ้านข้าราชการ จัดอยู่ในงบประมาณหมวดใด
ก. งบบุคลากร
ข. งบดำเนินการ
ค. งบเงินอุดหนุน
ง. งบอื่นๆ

2. ค่าตอบแทน หมายถึง
ก. เงินที่จ่ายตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานให้ทางราชการตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
ข. เงินที่จ่ายตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานให้ทางราชการตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ค. เงินที่จ่ายตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานให้ทางราชการตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
ง. เงินที่จ่ายตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานให้ทางราชการตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด

3. ค่าจ้างเหมาเดินสายไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมในสถานศึกษา ถือว่าเป็นค่าอะไร
ก. ค่าตอบแทน
ข. ค่าใช้สอย
ค. ค่าวัสดุ
ง. ค่าครุภัณฑ์

4. ข้อใดคือความหมายของคำว่า วัสดุ
ก. สิ่งของซึ่งโดยสภาพเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลืองหมดไป แปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิมหรือสิ่งของที่มีลักษณะคงทนถาวร และมีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุดไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท
ข. สิ่งของซึ่งโดยสภาพเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลืองหมดไป ไม่แปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิมหรือสิ่งของที่มีลักษณะไม่คงทนถาวร และมีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุดไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท
ค. สิ่งของซึ่งโดยสภาพเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลืองหมดไป แปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิมหรือสิ่งของที่มีลักษณะคงทนถาวร และมีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุดไม่เกิน 5,000 บาท
ง. สิ่งของซึ่งโดยสภาพเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลืองหมดไป แปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิมหรือสิ่งของที่มีลักษณะไม่คงทนถาวร และมีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุดไม่เกิน 5,000 บาท

5. การสร้างห้องน้ำนักเรียนงบประมาณ 45,000 บาท จัดอยู่ในงบประมาณประเภทใด
ก. งบลงทุน
ข. งบดำเนินงาน
ค. งบอุดหนุน
ง. งบพัฒนา

6. การจัดหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีราคาต่อชุดราคา 21,000 บาท ใช้งบประมาณประเภทใด
ก. ค่าใช้สอย
ข. ค่าครุภัณฑ์
ค. ค่าตอบแทน
ง. ค่าสาธารณูปโภค

7. รายจ่ายเพื่อจ้างที่ปรึกษาเพื่อการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดอยู่ในรายจ่ายประเภทใด
ก. ค่าใช้สอย
ข. ค่าครุภัณฑ์
ค. ค่าตอบแทน
ง. ค่าวัสดุ

8. ค่าจ้างเหมาจัดสวนในโรงเรียนราคา 55,000 บาท จัดอยู่ในรายจ่ายประเภทใด
ก. ค่าใช้สอย
ข. ค่าครุภัณฑ์
ค. ค่าตอบแทน
ง. ค่าที่ดินสิ่งก่อสร้าง

9. ข้อใดไม่ใช่ การมอบอำนาจ อนุมัติจ่ายเงิน ตามคำสั่ง ที่ 161/2549 สั่ง ณ 16 ก.พ. 2549 เรื่อง มอบอำนาจเกี่ยวกับรายได้สถานศึกษา
ก. ผอ.รร. ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ ครั้งละไม่เกิน 10 ล้าน
ข. ผอ. สพท. ครั้งละไม่เกิน 12 ล้านบาท
ค. ผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งละไม่เกิน 15 ล้านบาท
ง. เป็นการมอบอำนาจทุกข้อ

10. ข้อใดไม่จัดอยู่ในประเภทของการใช้จ่ายเงินปัจจัยพื้นฐาน
ก. ค่าอาหารกลางวัน จ่ายเป็นเงินสดให้แก่นักเรียนโดยตรง
ข. ค่าเช่าพาหนะในการเดินทางของนักเรียน
ค. ค่าจ้างตัดเสื้อผ้าสำหรับนักเรียน ม.1- ม.4
ง. เป็นค่าใช้จ่ายปัจจัยพื้นฐานทุกข้อ

11. โรงเรียนที่มีนักเรียน 120 คน สามารถเก็บรักษาเงินรายได้สถานศึกษาได้ในอัตราเท่าใด
ก. ไม่น้อยกว่าวันละ 20000 บาท
ข. ไม่เกินวันละ 20000 บาท
ค. ไม่น้อยกว่าครั้งละ 20000 บาท
ง. ไม่เกินครั้งละ 20000 บาท

12. ตามคำสั่ง สพฐ. ที่ศธ 04002/383 เงินรายได้สถานศึกษาที่เกินวงเงินการเก็บรักษาให้นำฝากที่ใด
ก. ธนาคาร
ข. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ค. คลังจังหวัด
ง. ตู้เซฟ

13. เงินรายได้สถานศึกษาที่มีนักเรียนจำนวน 122 คน สามารถนำฝากธนาคารได้ในอัตราเท่าใด
ก. ครั้งละ 100000 บาท
ข. ไม่เกิน 100000 บาท
ค. ครั้งละ 1000000 บาท
ง. ไม่เกิน 1000000 บาท

14. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถเก็บรักษาวงเงินสำรองจ่ายรายได้สถานศึกษาได้ในอัตราเท่าใด
ก. ไม่น้อยกว่าวันละ 100000 บาท
ข. ไม่เกินวันละ 100000 บาท
ค. ไม่น้อยกว่าครั้งละ 100000 บาท
ง. ไม่เกินครั้งละ 100000 บาท

15. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถนำรายได้สถานศึกษาฝากธนาคารได้ในอัตราเท่าใด
ก. ครั้งละ 3000000 บาท
ข. ไม่เกิน 3000000 บาท
ค. ครั้งละ 5000000 บาท
ง. ไม่เกิน 5000000 บาท

16. เงินอาหารกลางวันที่ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณ สถานศึกษาสามารถเก็บไว้เป็นเงินสำรองจ่ายได้ในอัตราใด
ก. ไม่สามารถจัดเก็บได้
ข. ไม่ระบุจำนวนเงิน
ค. ไม่ต่ำกว่า 20000 บาท
ง. ไม่เกิน 20000 บาทต่อวัน

17. ระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551 บังคับใช้เมื่อใด
ก. 5 มีนาคม 2551
ข. 6 มีนาคม 2551
ค. 7 มีนาคม 2551
ง. 8 มีนาคม 2551

18. ข้อใด คือ ระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ก. Government Financial Management Information System
ข. Government Financial Money Information System
ค. Government Fiscal Money Information System
ง. Government Fiscal Management Information System

19. ผู้รักษาการตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551คือ
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ข. ปลัดกระทรวงการคลัง
ค. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ง. อธิบดีกรมบัญชีกลาง

20. การจ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินของส่วนราชการโดยตรง ในวงเงินเท่าใด
ก. 5000 บาท
ข. 5000 บาทขึ้นไป
ค. 50000 บาท
ง. 50000 บาทขึ้นไป

21. ใครเป็นผู้จ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินของส่วนราชการโดยตรงตามวงเงินที่กำหนดในระเบียบนี้
ก. กระทรวงการคลัง
ข. กรมบัญชีกลาง
ค. คลังจังหวัด
ง. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสถานศึกษาแล้วแต่กรณี

22. ส่วนราชการที่ต้องจ่ายเงินในลักษณะทุกสิ้นเดือน จะต้องขอเบิกภายในระยะเวลาใด
ก. ภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน
ข. ภายในวันที่ 15 ของเดือน
ค. ภายในวันที่ 20 ของเดือน
ง. ไม่ได้กำหนดชัดเจน แต่ต้องขอเบิกภายในเดือนนั้น

23. สำนักงานที่อยู่ต่างประเทศ หากมีเงินเหลือจ่าย จะต้องนำส่งหน่วยงานเจ้าของงบประมาณภายในกำหนดระยะเวลาใด
ก. ก่อน 30 กันยายนของทุกปี
ข. ภายใน 30 วันก่อนสิ้นปี
ค. ภายใน 60 วันก่อนสิ้นปี
ง. ภายใน 90 วันก่อนสิ้นปี

24. ข้อใดไม่จำเป็นต้องระบุในใบเสร็จรับเงินของทางราชการ
ก. ลายมือชื่อของผู้รับเงิน
ข. ชื่อ สถานที่อยู่ หรือที่ทำการของผู้รับเงิน
ค. ลายมือชื่อของผู้จ่ายเงิน
ง. มีระบุทุกข้อ

25. การจ่ายเป็นเงินสด สามารถดำเนินการได้ในวงเงินเท่าใด
ก. 5000 บาท
ข. 5000 บาทขึ้นไป
ค. ต่ำกว่า 5000 บาท
ง. ไม่ได้ระบุ

26. ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551 ข้าราชการสามารถยืมเงินสำรองในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรได้กี่วัน
ก. ไม่เกิน 15 วัน
ข. ไม่เกิน 30 วัน
ค. ไม่เกิน 60 วัน
ง. ไม่เกิน 90 วัน

27. ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551 ข้าราชการสามารถยืมเงินสำรองในการเดินทางไปราชการนอกราชอาณาจักรได้กี่วัน
ก. ไม่เกิน 15 วัน
ข. ไม่เกิน 30 วัน
ค. ไม่เกิน 60 วัน
ง. ไม่เกิน 90 วัน

28. การส่งคืนหลักฐานการจ่ายและเงินเหลือจ่ายการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรให้กระทำภายในกี่วัน
ก. ภายใน 7 วันนับแต่เดินทางกลับถึง
ข. ภายใน 15 วันนับแต่เดินทางกลับถึง
ค. ภายใน 30 วันนับแต่เดินทางกลับถึง
ง. ภายใน 45 วันนับแต่เดินทางกลับถึง

29. การส่งคืนหลักฐานการจ่ายและเงินเหลือจ่ายการเดินทางไปราชการนอกราชอาณาจักรให้กระทำภายในกี่วัน
ก. ก. ภายใน 7 วันนับแต่เดินทางกลับถึง
ข. ภายใน 15 วันนับแต่เดินทางกลับถึง
ค. ภายใน 30 วันนับแต่เดินทางกลับถึง
ง. ภายใน 45 วันนับแต่เดินทางกลับถึง

30. กรณีที่ผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการกองคลังเรียกให้ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงินภายในกำหนดระยะเวลาใด
ก. อย่างช้าไม่เกิน 7 วันนับแต่วันครบกำหนด
ข. อย่างช้าไม่เกิน 15 วันนับแต่วันครบกำหนด
ค. อย่างช้าไม่เกิน 30วันนับแต่วันครบกำหนด
ง. อย่างช้าไม่เกิน 45 วันนับแต่วันครบกำหนด

31. เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ให้หัวหน้าหน่วยงานซึ่งรับใบเสร็จรับเงินไปดำเนินการจัดเก็บเงิน รายงานให้ผู้อำนวยการกองคลังหรือหัวหน้าส่วนราชการในราชการบริหารส่วนภูมิภาคทราบว่ามีใบเสร็จรับเงินอยู่ในความรับผิดชอบ ภายในกำหนดระยะเวลาใด
ก. อย่างช้าไม่เกินวันที่ 30 กันยายนของปีงบประมาณปัจจุบัน
ข. อย่างช้าไม่เกินวันที่ 30 กันยายนของปีงบประมาณถัดไป
ค. อย่างช้าไม่เกินวันที่ 31ตุลาคมของปีงบประมาณปัจจุบัน
ง. อย่างช้าไม่เกินวันที่ 31ตุลาคมของปีงบประมาณถัดไป

32. ตู้นิรภัยของทางราชการต้องให้มีลูกกุญแจ จำนวนเท่าใด
ก. 2 สำรับ แต่ละสำรับไม่น้อยกว่า 2 ดอก
ข. อย่างน้อย 2 สำรับ แต่ละสำรับไม่น้อยกว่า 2 ดอกแต่ไม่เกิน 3 ดอก
ค. 3 สำรับ แต่ละสำรับไม่น้อยกว่า 2 ดอก
ง. อย่างน้อย 3 สำรับ แต่ละสำรับไม่น้อยกว่า 2 ดอกแต่ไม่เกิน 3 ดอก

33. หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับใดในการเก็บรักษาเงินหรือลูกกุญแจตู้นิรภัย
ก. ระดับ 3 ขึ้นไป
ข. ระดับ 4 ขึ้นไป
ค. ระดับ 5 ขึ้นไป
ง. ไม่ได้ระบุระดับ แต่อยู่ในดุลยพินิจ

34. การจัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันของส่วนราชการให้ดำเนินการอย่างไร
ก. จัดทำเป็นประจำทุกวัน
ข. จัดทำเป็นประจำวันเว้นวัน
ค. จัดทำเป็นประจำรายงานทุกสัปดาห์
ง. อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ

35. เงินรายได้แผ่นดินของส่วนราชการจำนวน 15000 บาท ต้องนำส่งอย่างไร
ก. อย่างช้าไม่เกิน 3 วัน
ข. อย่างช้าไม่เกิน 3 วันการ
ค. อย่างช้าไม่เกิน 5 วัน
ง. อย่างช้าไม่เกิน 5 วันการ


ที่มา  รองโจ้ดอทเน็ต  http://www.rongjo.net/2008/08/blog-post_29.html


บางข้อไม่เกี่ยวข้อง ก็ไม่เป็นไรนะคะ  ดูข้อหลัก ๆ ไว้คะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 09:37:51 AM โดย กาแฟดำ »
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
สรุปพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502

 

1. พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศเมื่อ27ต.ค.2502 เริ่มใช้บังคับ28ต.ค.2502) ซึ่งพ.ร.บ.นี้ มีแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

    - ฉบับที่2 พ.ศ.2503

    - ฉบับที่3 พ.ศ.2511

    - ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 203 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2515

    - ฉบับที่4 พ.ศ.2517

    - ฉบับที่5 พ.ศ.2534

    - ฉบับที่6 พ.ศ. 2543

 

2. กฎหมาย กฎ และข้อบังคับใด ขัดหรือแย้งกับพ.ร.บ.นี้ ให้ใช้พ.ร.บ.นี้แทน

 

3. “งบประมาณรายจ่าย” หมายความว่า จำนวนเงินอย่างสูง**ที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย





4. “งบประมาณรายจ่ายข้ามปี” หมายความว่า งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย





5. “ปีงบประมาณ” หมายความว่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายนปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ถัดไปเป็นชื่อปีงบประมาณ





6. “หนี้” หมายความว่า ข้อผูกพัน(จากการกระผม้ยืม การค้ำประกัน การซื้อหรือการจ้างโดยใช้เครดิต หรือจากการอื่นใด) ที่จะต้องจ่ายหรืออาจจะต้องจ่ายเป็นเงิน สิ่งของหรือบริการ





7. “เงินประจำงวด” หมายความว่า ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง





8. “ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ หรือราชการบริหารส่วนท้องถิ่น





9. “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า

    (ก) องค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

    (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ

    (ค) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการและ/หรือรัฐวิสาหกิจตาม (ก) และ/หรือ (ข) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ

    (ง) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการและ/หรือรัฐวิสาหกิจตาม (ค) และ/หรือ (ก) และ/หรือ (ข) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ

    (จ) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการและ/หรือรัฐวิสาหกิจตาม (ง) และ/หรือ (ก) และ/หรือ (ข) และ/หรือ (ค) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ





10. “คลัง” หมายความว่า คลังจว.หรือคลังอำเภอ รวมถึงบัญชีเงินฝากของ ก.คลังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย





11. “เงินทดรองราชการ” หมายความว่า เงินที่ ก.คลังจ่าย และอนุญาตให้ส่วนราชการมีไว้ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อทดรองเป็นค่าใช้จ่าย ตามระเบียบหรือข้อบังคับของ ก.คลัง





12. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงตามอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี





13.*** ผอ.สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่จัดทำงบประมาณ และอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้ด้วย

     (1) เรียกให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเสนอประมาณการรายรับและรายจ่าย ตามแบบและหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผอ.สำนักงบฯ กำหนด

     (2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

     (3) กำหนด เพิ่ม หรือลดเงินประจำงวด ตามความจำเป็นของงานและกำลังเงินของประเทศ

     (4) กำหนดระยะเวลาของเงินประจำงวด

 

14. ผอ.สำนักงบฯ มีอำนาจเรียกให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเสนอข้อเท็จจริง





15. ผอ.สำนักงบฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจที่จะเข้าตรวจสรรพสมุด บัญชี เอกสาร และหลักฐานต่างๆ ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ





16. ให้ถือว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

17.*** ลักษณะของงบประมาณประจำปี

     (1) คำแถลงประกอบงบประมาณ ที่แสดง

        - ฐานะและนโยบายการคลังและการเงิน

        - สาระสำคัญของงบประมาณ

        - ความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง

     (2) รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ขอตั้งงบประมาณรายจ่าย

     (3) คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับ

     (4) คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง

     (5) รายงานเกี่ยวกับการเงินของรัฐวิสาหกิจ

     (6) คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและที่เสนอขอกระผม้เพิ่มเติม

     (7) รายงานการรับจ่ายเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อช่วยราชการ

     (8) ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

 

18. ถ้าประมาณการรายรับประเภทรายได้ ต่ำกว่างบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้นที่ขอตั้ง ให้แถลงวิธีหาเงินส่วนที่ขาดดุลย์ต่อรัฐสภา

     แต่ถ้าเป็นจำนวนสูงกว่า ก็ให้แถลงวิธีที่จะจัดการแก่ส่วนที่เกินดุลย์ ให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

 

19. เมื่อพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมใช้บังคับ หรือกรณีที่ต้องใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อน ถ้ารายจ่ายสูงกว่ารายได้  ก.คลังมีอำนาจกระผม้เงินได้ตามความจำเป็น โดยปีหนึ่งๆ ต้องไม่เกิน

     (1) ร้อยละ20ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วมา แล้วแต่กรณี กับอีก

     (2) ร้อยละ80ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกระผม้





20. วิธีการกระผม้เงินดังกล่าว คือ การตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตราสารอื่น หรือทำสัญญากระผม้ก็ได้





21. การออกตั๋วเงินคลัง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยตั๋วเงินคลัง

     ส่วนการออกพันธบัตรหรือตราสารอื่น หรือการทำสัญญากระผม้ ต้องได้รับอนุมัติจากครม.ก่อน





22. งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ที่ขอตั้งจะมีงบกลางแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจก็ได้ และจะกำหนด รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในงบกลางนั้นด้วยก็ได้

 

23. งบประมาณรายจ่ายข้ามปี มีได้ในกรณีที่คาดว่าจะใช้งบประมาณรายจ่ายให้เสร็จทันภายในปีงบประมาณไม่ได้ และการตั้งงบประมาณรายจ่ายข้ามปีนี้จะต้องกำหนดเวลาสิ้นสุดด้วย


ที่มา http://www.oknation.net/blog/nawaratlaw/2012/01/15/entry-1
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ สาระดี

  • ตำแหน่ง:Admin
  • ผู้บริหาร:ระดับสูง
  • ****
  • กระทู้: 16659
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 85
  • เพศ: ชาย
  • สาระดี คนคีรี
    • เว็บเล็กๆทีสร้างฝันอันยิ่งใหญ่ Small Web For The Big Dream
แนวข้อสอบพรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
โดย Ampika Kaew ใน เตรียมสอบนักจัดการฯ ปฏิบัติการ · แก้ไขเอกสาร
1. สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีชื่อย่อว่าอะไร
ก. สขร.
ข. สขม.
ค. สขก.
ง. สขช.
 
2. พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนดกี่วัน
ก. ถัดจากวัดประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. 90 วัน
ค. 120 วัน
ง. 180 วัน
 
3. พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บังคับใช้วันที่
ก. 9 มกราคม 2540
ข. 9 ธันวาคม 2539
ค. 9 ธันวาคม 2540
ง. 8 ธันวาคม 2540
 
4. ข้อมูลข่าวสารคือ
ก. สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริงข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ
ข. การสื่อสารถึงกัน
ค. ข่าวที่นักข่าวนำเสนอ
ง. ถูกทุกข้อ
 
5. ข้อใดไม่เป็นข้อมูลข่าวสาร
ก. แฟ้ม
ข. รูปถ่าย
ค. ภาพวาด
ง. ภาพถ่าย
 
6. ข้อมูลข่าวสารของราชการคือ
ก. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ
ข. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของเอกชน
ค. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของรัฐและเอกชน
ง. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของมูลนิธิ
 
7. ข้อใดไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ก. ราชการส่วนท้องถิ่น
ข. ราชการสังกัดรัฐสภา
ค. ศาล
ง. ศาลเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี
 
 
8. ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
ก. รูปถ่าย
ข. ประวัติการทำงาน
ค. ฐานะการเงิน
ง. การบันทึกภาพหรือเสียง
 
9. ข้อใดคือความหมาของคนต่างด้าว
ก. บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย แต่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ข. บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ค. บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ง. บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
 
10. ข้อใดต่อไปนี้ถือว่าเป็นคนต่างด้าว
ก. บริษัทชุมชนของเราจำกัดมีคนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกินกึ่งหนึ่ง
ข. สมาคมรักไทยมีสมาชิกทั้งหมด 988 คน เป็นคนต่างด้าว 450 คน
ค. มูลนิธิไก่ชนไทยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนต่างด้าว
ง. สมาคมสู้เพื่อแผ่นดิน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนไทย
 
11. ใครเป็นผู้รักษาการตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ง. ถูกทุกข้อ
 
12. ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าสารขึ้นในหน่วยงานใด
ก. สำนักนายกรัฐมนตรี
ข. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ค. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
ง. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
 
13. ข้อใดไม่ใช้หน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าสาร
ก. ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานวิชาการและธุรการให้แก่ คณะกรรมการ
ข. ให้คำปรึกษาแก่เอกชนในการปฏิบัติตาม พรบ. นี้
ค. ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ
ง. ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานรัฐในการปฏิบัติตาม พรบ. นี้
 
14. ข้อมูลข่าวสารตามข้อใดต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
ก. โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
ข. สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคับและวิธีดำเนินงาน
ค. สถานที่ติดต่อเพื่อของรับข้อมูลข่าวสาร
ง. ถูกทุกข้อ
 
15. ข้อมูลข่าวสารตามข้อใดต้องจัดไว้ให้ประชาชนได้เข้าตรวจดู
ก. ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน
ข. แผนงาน โครงการ งบประมาณรายจ่ายปะจำปี
ค. สัญญาสัมปทานที่เป็นการผูกขาดตัดตอน
ง. ถูกทุกข้อ
 
16. ผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดข้อมูลข่าวสารให้ประชาได้เข้าตรวจดูสามารร้องเรียนต่อหน่วยงานใด
ก. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ข. คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ค. ศาลปกครอง
ง. คตส.
 
17. เมื่อมีการร้องเรียนว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดข้อมูลข่าวสารให้ประชาได้เข้า ตรวจดูให้คณะกรรมการตามข้อ 16พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 60 วัน
ง. 90 วัน
 
18. กรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาตามข้อ ข้อ 17 ให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินกี่วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 45วัน
ง. 60วัน
 
19. ข้อมูลข่าวสารตามข้อใดจะเปิดเผยมิได้
ก. ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ข. มติคณะรัฐมนตรี
ค. รายงานแพทย์
ง. ข้อมูลส่วนตัว
 
20. ข้อมูลข่าวสารข้อใดที่หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
ก. ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ
ข. การเปิดเผยอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ
ค. การเปิดเผยอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต
ง. ถูกทุกข้อ
 
21. เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอาจกระทบกับส่วนได้เสียของผู้ใด ให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้นั้น
คัดค้านภายในกี่วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 45 วัน
ง. 60 วัน
 
 
 
 
 
22. ถ้าเจ้าหน้าที่มีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าว
สารภายในกี่วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 45 วัน
ง. 60 วัน
 
23. ถ้าเจ้าหน้าที่มีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียผู้นั้น อาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในกี่วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 45 วัน
ง. 60 วัน
 
24. ?บุคคล? ในความหมายข้อใดถูกต้อง
ก. บุคคลธรรมดาทีไม่มีสัญชาติไทย
ข. บุคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย
ค. บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ง. ถูกทุกข้อ
 
25. หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ในกรณีใด
ก. ได้โดยไม่ต้องได้ความยินยอม
ข. ไม่ได้เลยไม่ว่ากรณีใดๆ
ค. ถ้าได้รับความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า
ง. ได้ถ้าบุคคลที่เกี่ยวข้องยินยอม
 
26. หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมได้ในกรณีใดบ้าง
ก. ต่อหน่วยงายของรัฐด้านการวางแผน
ข. เป็นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย
ค. ต่อจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ง. ถูกทุกข้อ
 
27. ผู้ใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนไม่ถูกต้องให้ ยืนคำร้องเพื่อขอแก่ไขต่อหน่วยงานใด
ก. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ข. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ค. หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแล
ง. ถูกทั้ง 3 ข้อ
 
28. ผู้ใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนไม่ถูกต้องให้ ยืนคำร้องเพื่อขอแก่ไข เปลี่ยนแปลง ถ้าหน่วย
งานของรัฐไม่แก่ไข เปลี่ยนแปลง ให้อุทธรณ์ต่อใคร
ก. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
ข. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ค. หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแล ง. ศาลปกครอง
 
29. ผู้ใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนไม่ถูกต้องให้ ยืนคำร้องเพื่อขอแก่ไข เปลี่ยนแปลง ถ้าหน่วย
งานของรัฐไม่แก่ไข เปลี่ยนแปลง ให้อุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการตาม ข้อ 28 ภายในกี่วัน
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 45 วัน ง. 60 วัน
 
30. ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษา หรือมีอายุครบกำหนดให้ส่งมอบให้แก่หน่วยงานใด
ก. สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
ข. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ค. กระทรวงวัฒนธรรม ง. กรมการศาสนา
 
31. ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะจัดให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้า
เมื่อมีอายุครบกี่ปี
ก. 60 ปี
ข. 75 ปี
ค. 80 ปี
ง. 100 ปีขึ้นไป
 
32. ข้อมูลที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงขอประเทศ จะจัดให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าเมื่อมีอายุครบกี่ปี
ก. 20 ปี
ข. 25 ปี
ค. 35 ปี ง. 75 ปีขึ้นไป
 
33. รายงานแพทย์ซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร จะจัดให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าเมื่อมีอายุครบกี่ปี
ก. 20 ปี
ข. 25 ปี
ค. 35 ปี ง. 75 ปีขึ้นไป
 
34. หน่วยงานของรัฐเห็นว่าข้อมูลข่าวสารใดไม่สมควรเปิดเผย ให้ขยายเวลาได้ไม่เกินคราวละกี่ปี
ก. 2 ปี
ข. 3 ปี
ค. 5 ปี ง. 7 ปี
 
35. บุคคลใดเป็นประธานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ง. รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
 
36. บุคคลใดไม่ได้เป็นคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ก. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ข. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
ค. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ง. ปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
37. ใครเป็นผู้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ก. คณะรัฐมนตรี
ข. รัฐสภา
ค. นายกรัฐมนตรี ง. พระมาหากษัตริย์
 
38. ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีทั้งหมดกี่คน
ก. 6 คน
ข. 9 คน
ค. 12 คน ง. 15 คน
 
39. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข. บุคคลที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ค. เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ง. บุคคลที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
 
40. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้กี่คน
ก. 1 คน
ข. 2 คน
ค. 3 คน ง. 4 คน
 
41. ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี
ก. 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับการสรรหา
ข. 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
ค. 4 ปี นับแต่วันที่ได้รับการสรรหา ง. 4 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
 
42. การพ้นจากตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิในข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. ตาย
ข. คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย
ค. ลาออก ง. นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความบกพร่อง
 
43. ใครเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ก. คณะรัฐมนตรี
ข. รัฐสภา
ค. นายกรัฐมนตรี ง. พระมาหากษัตริย์
 
44. ข้อใดไม่ใช้ความรู้ความเชียวชาญของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ก. ความมั่นคงของประเทศ
ข. เศรษฐกิจแลการคลังของประเทศ
ค. การบริหารประเทศ ง. การบังคับใช้กฎหมาย
 
45. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบุคคลไม่น้อยกว่ากี่คน
ก. 3 คน
ข. 5 คน
ค. 9 คน ง. 12 คน
 
46. ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการส่งคำอุทธรณ์ให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ภายในกี่วัน นับแต่ที่ได้รับคำอุทธรณ์
ก. 7 วัน
ข. 12 วัน
ค. 15 วัน ง. 30 วัน
 
47. ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ (ตามมาตรา 32) ไม่มาให้ถ้อยคำ ส่งวัตถุเอกสาร หรือพยานหลัก
ฐาน ต้องระวางโทษตามข้อใด
ก. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข. จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ค. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ง. จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 15,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
48. ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงือนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนด (ตามมาตรา 20) ต้องระวางโทษ
ตามข้อใด
ก. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ค. จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ง. จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
49. ค่าธรรมเนียมในการทำขอทำสำเนาจากหน่วยงานของรัฐข้อใดไม่ถูกต้อง (ออกตามประกาศ)
ก. เอ 4 หน้าละไม่เกิน 1 บาท
ข. บี 4 หน้าละไม่เกิน 2 บาท
ค. กระดาษพิมพ์เขียวเอ 2 หน้าละไม่เกิน 8 บาท ง. กระดาษพิมพ์เขียวเอ 1 หน้าละไม่เกิน 20 บาท
 
50. กฎหมายใดถ้าไม่ขัดหรือแย้งกับ พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้บังคับใช้ต่อไป
ก. ระเบียบว่าด้วยการักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517
ข. ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544
ค. พรบ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ง. พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
เฉลยข้อสอบ พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
 
1. ก. สขร.
2. ข. 90 วัน
3. ค. 9 ธันวาคม 2540
4. ก. สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริงข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ
5. ข. รูปถ่าย
6. ก. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ
7. ค. ศาล
8. ง. การบันทึกภาพหรือเสียง
9. ง. บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
10. ค. มูลนิธิไก่ชนไทยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนต่างด้าว
11. ก. นายกรัฐมนตรี
12. ข. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
13. ง. ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานรัฐในการปฏิบัติตาม พรบ. นี้
14. ง. ถูกทุกข้อ
15. ง. ถูกทุกข้อ
16. ก. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
17. ข. 30 วัน
18. ง. 60วัน
19. ก. ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
20. ง. ถูกทุกข้อ
21. ก. 15 วัน
22. ก. 15 วัน
23. ก. 15 วัน
24. ข. บุคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย
25. ค. ถ้าได้รับความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า
26. ง. ถูกทุกข้อ
27. ค. หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแล
28. ข. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
29. ข. 30 วัน
30. ข. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
31. ข. 75 ปี
32. ก. 20 ปี
33. ก. 20 ปี
34. ค. 5 ปี
35. ข. รัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
36. ง. ปลัดกระทรวงพาณิชย์
37. ก. คณะรัฐมนตรี
38. ข. 9 คน
39. ข. บุคคลที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
40. ข. 2 คน
41. ข. 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
42. ง. นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความบกพร่อง
43. ก. คณะรัฐมนตรี
44. ค. การบริหารประเทศ
45. ก. 3 คน
46. ก. 7 วัน
47. ก. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
48. ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
49. ง. กระดาษพิมพ์เขียวเอ 1 หน้าละไม่เกิน 20 บาท 50. ก. ระเบียบว่าด้วยการักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517
ถูกใจ · ติดตามโพสต์ · รายงานผู้ดูแลระบบ · 10 ชั่วโมงที่แล้ว

ออฟไลน์ สาระดี

  • ตำแหน่ง:Admin
  • ผู้บริหาร:ระดับสูง
  • ****
  • กระทู้: 16659
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 85
  • เพศ: ชาย
  • สาระดี คนคีรี
    • เว็บเล็กๆทีสร้างฝันอันยิ่งใหญ่ Small Web For The Big Dream
แนวข้อสอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
โดย Ampika Kaew ใน เตรียมสอบนักจัดการฯ ปฏิบัติการ · แก้ไขเอกสาร
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
1.ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
คำว่า "งานสารบรรณ" ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
ก.งานรับ-ส่งและเก็บรักษาหนังสือ             
ข.งานร่าง-เขียนและพิมพ์หนังสือ
ค.งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร*   
 ง.งานที่เกี่ยวกับงานทะเบียนเอกสาร
2.ระเบียบงานสารบรรณที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเริ่มใช้บังคับตั้งแต่เมื่อใด
 
ก.1 มิถุนายน 2516           ข.1 มิถุนายน 2526*
 ค.1 ตุลาคม 2526             ง.1 ธันวาคม 2527
3.หนังสือราชการคืออะไร
 
ก.เอกสารทุกชนิดที่พิมพ์ถูกต้องตามกฎหมาย

ข.เอกสารที่เป็นหลักฐานในทางราชการ*
 ค.เอกสารที่มีไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งในราชการ
ง.เอกสารที่ทางราชการเป็นเจ้าของ
4.งานสารบรรณมีประโยชน์ต่อราชการอย่างไร
 
ก.ทำให้งานสะดวก รวดเร็ว      ข.ประหยัดแรงงานและเวลา
 ค.ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูง       ง.ถูกทุกข้อ *
5.ลักษณะในข้อใดที่เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานสารบรรณ
ก.มีความรู้ภาษาไทย             
 
ข.มีความสุขุม ละเอียด รอบคอบ
 ค.ปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง   
ง.ถูกทั้ง ก. ข. และค. ประกอบกัน *
6.หนังสือที่มีไปมา ระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงบุคคลภายนอก จัดเป็นหนังสือประเภทใด
 
ก.หนังสือภายนอก*                          ข.หนังสือภายใน
 ค.หนังสือประทับตรา                       ง.หนังสือประชาสัมพันธ์ 7.ข้อใดต่อไปนี้อาจไม่มีในหนังสือราชการ
ก. เรื่อง                                   ข.วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือ 
ค.คำขึ้นต้นและคำลงท้าย         ง.อ้างถึงและสิ่งที่ส่งมาด้วย*
8.หนังสือภายในเป็นหนังสืออย่างไร
ก.ติดต่อภายในกระทรวงเดียวกัน       
 
ข.ติดต่อภายในกรมเดียวกัน
 ค.ติดต่อภายในจังหวัดเดียวกัน   
ง.ถูกทั้งข้อ ก.  ข.  และ ค. *
 
 
9.หนังสือภายนอกกับหนังสือภายในต่างกันในข้อใด
ก.แบบฟอร์ม*                                   ข.การเก็บหนังสือ   
ค.ผู้ส่งและผู้รับ                                 ง.การลงทะเบียนรับ-ส่ง
10.หนังสือทีใช้ประทับตราใช้ในกรณีใดบ้าง
 
ก.ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม          ข.การเตือนเรื่องที่ค้าง
 ค.ส่งสิ่งของ เอกสาร สำเนา               ง.ถูกทั้งข้อ ก. ข. และ ค.*
11.ข้อใดเป็นลักษณะของหนังสือภายใน
 
ก.หนังสือที่ส่งไปโดยไม่บรรจุซอง

ข.หนังสือที่มีไปมา ระหว่างส่วนราชการต่างกระทรวง
 ค.หนังสือติดต่อระหว่างบุคคลภายนอกด้วยกัน
ง.ไม่มีข้อถูก *
12.หนังสือประทับตราใช้กระดาษชนิดใด
 
ก.ใช้กระดาษตราครุฑ*                     ข.ใช้กระดาษบันทึก
 ค.ใช้ประดาษอัดสำเนา                      ง.ไม่มีข้อกำหนดแน่นอน
13.แถลงการณ์ เป็นหนังสือประเภทใด
ก.ประทับตรา                                        ข.สั่งการ   
ค.ประชาสัมพันธ์ *                                ง.เจ้าหน้าที่จัดทำขึ้น
จงพิจารณาตัวเลือกต่อไป แล้วใช้ตอบคำถามตั้งแต่ ข้อ 14 ถึง 17
 
ก.แถลงการณ์                        ข.ข้อบังคับ
 ค.คำสั่ง                                   ง.ไม่ใช่ทั้ง ก.  ข.  และค.
14.บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย* ข
15.บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ หรือเหตุการณ์ หรือกรณีใดๆ ให้ทราบชัดเจน* ก
16.บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย* ค
 
17.บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบทั่วกัน* ง
 18.หนังสือราชการที่มีคำว่า “ด่วนมาก” ผู้มีหน้าที่ดำเนินการจะต้องปฏิบัติอย่างไร
 
 ก.ปฏิบัติตามกำหนดเวลา    ข.ปฏิบัติโดยเร็วกว่าปกติเท่าที่จะทำได้
  ค.ปฏิบัติโดยเร็ว*                 ง.ปฏิบัติทันที
 
 
19.วันเดือน ปี ที่ออกหนังสือในหนังสือประทับตรา ให้พิมพ์ไว้ตรงส่วนไหนในหนังสือ
ก.ใต้รูปครุฑ     
ข.ได้ชื่อส่วนราชการที่ส่งหนังสือออก  *
ค.ไม่มีการลงวัน เดือนปี ในหนังสือชนิดนี้
ง .ผิดทุกข้อ
20.หนังสือประทับตราจะมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะส่งออกได้ จะต้อง…
ก.ประทับตราให้ถูกที่สุด                    ข.ระบุตัวผู้รับให้ชัดเจน   
ค.มีคำว่าหนังสือประทับตรา             
ง.มีผู้ลงชื่อกำกับตราที่ประทับตามระเบียบ*
 21.รายงานการประชุมจัดอยู่ในหนังสือราชการชนิดใด
ก.หนังสือภายใน                              ข.หนังสือสั่งการ   
ค.หนังสือประชาสัมพันธ์                 
ง.หนังสือที่เจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ*
22.หนังสือประทับตรา ผู้ใดมีอำนาจในการลงชื่อกำกับ
 
ก.เจ้าหน้าที่ระดับ 2 ขึ้นไป                 ข.หัวหน้าแผนก
 ค.หัวหน้าฝ่าย                       
ง.หัวหน้ากองหรือผู้ได้รับมอบหมาย*
23.หนังสือราชการที่มีคำว่า "ด่วน"ผู้มีหน้าที่ดำเนินการจะต้องปฏิบัติอย่างไร
 
ก.ปฏิบัติเร็วที่สุด                                   ข.ปฏิบัติโดยเร็ว
 ค.ปฏิบัติเร็วกว่าปกติเท่าที่จะทำได้  *   
ง.ปฏิบัติเร็วตามกำหนดเวลา
24.ตามระเบียบงานสารบรรณ หนังสือราชการที่จัดทำขึ้นจะต้องทำ……..อย่างน้อย 1 ฉบับ
ก.สำเนาต้นฉบับ                               ข.สำเนาคู่ฉบับ*
ค.สำเนาซ้ำฉบับ                                ง.ไม่ใช่ทั้ง ก. ข. และ ค.
25.หนังสือต่อไปนี้ มีหนังสือประเภทใดที่ต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป
ก.หนังสือที่เกี่ยวกับความลับ       
ข.หนังสือที่มีหลักฐานการโต้ตอบ
ค.หนังสือที่เกี่ยวกับสถิติ หลักฐาน*       
ง.หนังสือสำนวนการสอบสวน
 
 
26.การเซ็นชื่อรับรองสำเนาหนังสือ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับใดขึ้นไปเป็นผู้ลงนามรับรองที่ชอบด้วยระเบียบงานสารบรรณ
ก.ระดับ 2*                                                     ข.ระดับ 3       
ค.ระดับ 4                                                       ง.ระดับ 5
27.การพิมพ์ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องที่ออกหนังสือให้พิมพ์ไว้ส่วนใดของหนังสือราชการ
ก.ริมกระดาษด้านบนขวา                  ข.ริมกระดาษด้านบนซ้าย
ค.ริมกระดาษด้านล่างซ้าย*               
ง.กลางหน้ากระดาษด้านบนสุด
28.หนังสือราชการที่เป็นต้นฉบับ (ตัวจริง) จะมีรูปครุฑไว้ตรงส่วนใดของหนังสือ
ก.ด้านบนขวา                                  ข.ด้านล่างซ้าย             
ค.กลางหน้ากระดาษด้านบนสุด*   
ง.ตรงส่วนใดก็ได้ขอให้เห็นเด่นชัด
29.การพิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ของส่วนราชการเจ้าของเรื่องนั้น ให้พิมพ์ไว้ตรงส่วนไหน
ก.มุมกระดาษด้านล่างขวา                     
ข.กลางหน้ากระดาษด้านบนขวา
ค.ใต้ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง *        ง.ตรงไหนก็ได้
30.ตั้งแต่ข้อ 30 ถึง 33 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจ่าหน้าซองหนังสือราชการ ให้พิจารณาว่าข้อความที่กล่าวในแต่ละข้อนั้น หากจะเขียนหรือพิมพ์ลงบนหน้าซองจะต้องเขียนหรือพิมพ์ไว้ตรงส่วนใดของซอง โดยยึดคำตอบจากตัวเลือกต่อไปนี้
ก.ต้องเขียนหรือพิมพ์ไว้ด้านบนซ้าย
ข.ต้องเขียนหรือพิมพ์ไว้ตรงกลางด้านบน
ค.ต้องเขียนหรือพิมพ์ไว้ด้านล่างซ้าย
ง.ต้องเขียนหรือพิมพ์ไว้ตรงกลางซอง
30.เลขที่หนังสือออก* ก
31.คำขึ้นต้น ชื่อผู้รับ* ง
32.ชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง* ค
33.ด่วนมาก* ข
34.การเก็บหนังสือราชการปกติจะต้องเก็บรักษาไว้กี่ปี
ก.5 ปี                                          ข.10 ปี                *             
ค.15 ปี                                        ง.20 ปี
 
 
35.ข้อความที่บันทึกในรายงานการประชุมมักเริ่มต้นด้วยอะไร
ก.ประธานกล่าวเปิดประชุม*
ข.บอกเรื่องที่จะประชุม
ค.การรับรองรายงานการประชุมครั้งก่อน
ง.การอ่านรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว
36.ข้อความสุดท้ายของรายงานการประชุมควรจะเป็นอะไร
ก.เวลาเลิกประชุม
ข.ผู้จดรายงานการประชุม*
ค.ผู้ตรวจรายงานการประชุม
ง.วัน เดือน ปี และสถานที่ประชุม
37.หนังสือราชการที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติด แบ่งเป็นกี่ประเภท
ก.4                                              ข.3*     
ค.2                                              ง.ประเภทเดียว
38.การเขียนหรือพิมพ์ (หรือประทับตรา) คำว่าด่วน หรือด่วนมาก จะต้องเขียนหรือพิมพ์ (หรือประทับตรา) ไว้ตรงส่วนใดของหนังสือ
ก.ท้ายหนังสือ                            ข.ให้เห็นได้ชัด*   
ค.บนหัวหนังสือ                         ง.ตรงไหนก็ได้
39.การร่างหนังสือราชการต้องระวังเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง เรื่องใดต่อไปนี้จำเป็นน้อยมาก
ก.แบบฟอร์ม*                        ข.ใจความ                               
ค.วรรคตอน                           ง.ตัวสะกดการันต์
40.ข้อใดอาจช่วยให้หนังสือราชการมีใจความแจ่มชัด
ก.การใช้ภาษาที่ง่าย สั้น แต่ได้ใจความดี
ข.การแยกแยะใจความออกเป็นข้อๆ หรือตอนๆ
ค.การเท้าความถึงเรื่องที่เคยติดต่อกันมา
ง.ถูกทั้ง ก.  ข.  และ ค.*
41.ข้อใดใน 4 ข้อต่อไปนี้ ให้ปฏิบัติเป็นรายการสุดท้ายในการรับหนังสือ
ก.ลงทะเบียนรับหนังสือ                    ข.ประทับตรารับหนังสือ
ค.เปิดผนึกซองและตรวจเอกสาร       ง.ส่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ*
42.การร่างหนังสือคืออะไร
ก.การพิมพ์หรือเขียนอย่างย่อๆ
ข.การกำหนดโครงร่างหนังสืออย่างคร่าวๆ
ค.การเขียนหนังสือด้วยลายมือของตนเอง
ง.การเรียบเรียงชั้นต้นตามเรื่องที่ต้องการติดต่อ*
43.เหตุใดจึงต้องให้มีการร่างหนังสือก่อนพิมพ์
ก.ต้องการให้เจ้าของเรื่องได้เห็นต้นร่างก่อน
ข.ต้องการดูว่าใจความจะยาวหรือสั้นเพียงใด
ค.ต้องการให้ผู้ร่างหนังสือมีงานทำและร่างหนังสือด้วยความระมัดระวัง
ง.ต้องการให้มีการตรวจแก้ให้เหมาะสมตามระเบียบแบบแผนก่อน*
44.การเสนอหนังสือคืออะไร
ก.การนำหนังสือไปส่งให้ผู้รับ
ข.การส่งหนังสือออกจากส่วนราชการ
ค.การสรุปใจความสำคัญในหนังสือเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ง.การนำหนังสือที่ดำเนินการชั้นเจ้าหน้าที่แล้วเสนอต่อผู้บังคับบัญชา*
45.การเสนอหนังสือที่ดีควรปฏิบัติอย่างไร
ก.ต้องเสนอเรื่องที่ไม่มีปัญหาก่อนเสมอ
ข.ต้องเสนอเรื่องสำคัญก่อนเรื่องอื่นๆ
ค.ต้องแยกเรื่องเสนอเป็นประเภทๆ ไป*
ง.ต้องเรียงลำดับเรื่องเสนอก่อน-หลัง ตามวัน เดือน ปี ที่ได้รับ
46.ภาพข้างล่างนี้คืออะไร
                       (ชื่อส่วนราชการ)
เลขรับ……………………………..
วันที่……………………………….
เวลา……………………………….
ก.ใบรับหนังสือ                                ข.ทะเบียนหนังสือรับ
ค.ตราประทับสำหรับลงรับหนังสือ*   ง.ตราประทับสำหรับส่งหนังสือ
47.ข้อใดไม่มีกำหนดไว้ในทะเบียนงานสารบรรณ
ก.ทะเบียนรับ                                    ข.ทะเบียนจ่าย*
ค.ทะเบียนส่ง                                     ง.ทะเบียนเก็บ
48.ตามที่ได้มีช่อง “การปฏิบัติ” ไว้ในทะเบียนรับ-ส่ง หนังสือนั้น เพื่อประโยชน์อะไร
ก.เพื่อให้ทราบว่าหนังสือนั้นใครเป็นผู้ส่งมา
ข.เพื่อให้ทราบว่าหนังสือนั้นจะต้องส่งไปที่ไหน
ค.เพื่อให้ทราบว่าหนังสือนั้นควรจะต้องปฏิบัติอย่างไร
ง.เพื่อให้ทราบว่าหนังสือนั้นได้มีการปฏิบัติการไปแล้วเพียงใด*
 
 
 
49.ซองหนังสือราชการมีกี่ขนาด
ก.2                          ข.3                          ค.4*                        ง.5
50.การเก็บหนังสือแบ่งออกเป็น 3 อย่าง ข้อใดไม่ใช่วิธีการเก็บหนังสือ 1 ใน 3 อย่างดังกล่าว
ก.การเก็บก่อนปฏิบัติ*
ข.การเก็บระหว่างปฏิบัติ
ค.การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว
ง.การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ
51.การเก็บหนังสือมีประโยชน์ต่อข้อใดมากที่สุด
ก.การค้นหา*                                ข.การตรวจสอบ             
ค.การทำความสะอาดที่เก็บ                         ง.ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
52.ใบรับหนังสือมีประโยชน์อย่างไร
ก.แสดงว่าหนังสือนั้นไม่สูญหาย
ข.แสดงว่าผู้รับได้รับหนังสือแล้ว
ค.เป็นหลักฐานว่าผู้ส่งได้ส่งหนังสือแล้ว
ง.เป็นหลักฐานว่าได้ส่งหนังสือและมีผู้รับหนังสือนั้นไปแล้ว*
53.หนังสือราชการประเภทใดอาจไม่ต้องทำสำเนาคู่ฉบับไว้ก็ได้
ก.หนังสือภายนอก                            ข.หนังสือภายใน
ค.หนังสือสั่งการ                                ง.หนังสือประทับตรา*
54.ในสำเนาคู่ฉบับควรมีลายมือชื่อบุคคลต่อไปนี้ ยกเว้นผู้ใดที่ไม่จำเป็นต้องมี
ก.ผู้ร่าง                                                   ข.ผู้พิมพ์                 
ค.ผู้สั่งพิมพ์*                                           ง.ผู้ตรวจ-ทาน
55.ข้อใดเรียงลำดับส่วนราชการจากใหญ่ไปหาเล็ก ได้ถูกต้อง
ก.กอง  แผนก  กรม  กระทรวง         
ข.แผนก  กรม  กอง  กระทรวง
ค.กระทรวง  กอง  กรม  แผนก         
ง.กระทรวง  กรม  กอง  แผนก*
56.การประทับตรารับหนังสือควรประทับตามที่ส่วนใดของหนังสือจึงจะถูกต้อง
ก.ที่มุมบนขวา*                                  ข.ที่มุมบนซ้าย
ค.ที่มุมล่างซ้าย                                   ง.ที่มุมล่างขวา
57.ข้อใดเรียงลำดับการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหนังสือได้ถูกต้อง
ก.ลงทะเบียนรับ ประทับตรารับหนังสือ เปิดผนึกซองตรวจ
ข.ประทับตรารับหนังสือ ลงทะเบียนรับ เปิดผนึกซองตรวจ
ค.เปิดผนึก-ประทับตรารับ ลงทะเบียนรับ และตรวจ
ง.เปิดผนึก ตรวจ ประทับตรารับ ลงทะเบียนรับ*
58.การเปิดซองหนังสือราชการ ถ้ามีซองอีกชั้นหนึ่งอยู่ข้างใน แสดงว่าหนังสือนั้นต้องเป็นหนังสือประเภทใด
ก.หนังสือภายใน                               ข.หนังสือภายนอก
ค.หนังสือราชการด่วน                       ง.หนังสือราชการลับ*
59.หนังสือประทับตราต่างกับหนังสือภายนอกและหนังสือภายในในแง่ใด
ก.คำขึ้นต้น                                      ข.คำลงท้าย
ค.การลงชื่อ                                      ง.ทั้ง ก.  ข.  และ  ค.*
60.ตราที่ใช้ประทับในหนังสือประทับตราตามระเบียบงานสารบรรณกำหนดให้ใช้หมึกสีอะไร
ก.แดง*                    ข.ดำ               ค.น้ำเงิน                ง.เขียว
61.”ประกาศ ณ วันที่………” ใช้กับหนังสือสั่งการชนิดใด
ก.คำสั่ง                                                   ข.ระเบียบ             
ค.ข้อบังคับ                                             ง.ถูกทั้ง ข.และ ค.*
62.บรรทัดสุดท้ายของหนังสือสั่งการทุกประเภทจะต้องเป็นข้อความที่ระบุอะไร
ก.วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือ
ข.ชื่อส่วนราชการที่ออกหนังสือ
ค.ตำแหน่งของผู้มีอำนาจออกหนังสือ*
ง.ลายมือชื่อผู้มีอำนาจออกหนังสือ
63.ข้าราชการที่มีตำแหน่งยศทหารหรือตำรวจ ต้องพิมพ์ยศลงหน้าชื่อในวงเล็กใต้ลายเซ็นหรือไม่
ก.ไม่ต้องพิมพ์ยศ                             ข.พิมพ์ยศลงไปด้วย*
ค.พิมพ์หรือไม่พิมพ์ก็ได้                    ง.ไม่มีคำตอบถูก
64.การเขียนหนังสือราชการถึงพระภิกษุ-สามเณร ทั่วไป ใช้คำขึ้นต้นอย่างไร
ก.เรียน                                                    ข.กราบเรียน         
ค.ถึง                                                        ง.นมัสการ*
65.ถ้าอธิบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ผู้ทำงานแทนเมื่อลงนามในหนังสือจะต้องใช้คำว่าอย่างไร
ก.ใช้ตำแหน่งของผู้ทำงานแทน            ข.ทำงานแทน
ค.รักษาราชการแทน *                        ง.ปฏิบัติราชการแทน
66.โทรศัพท์ โทรเลข หรือวิทยุใช้ในกรณีใด
ก.เรื่องเร่งด่วน                         ข.เรื่องเกี่ยวกับความลับราชการ
ค.เรื่องเกี่ยวกับการเงิน             ง.เรื่องที่สั่งด้วยหนังสือไม่ทัน*
 
 
67.ทำไมจึงต้องมีระเบียบงานสารบรรณ
ก.เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีระเบียบเป็นหลักปฏิบัติ*
ข.เพื่อความสะดวกแก่ผู้บังคับบัญชาในการควบคุมงาน
ค.เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนรู้เรื่องระเบียบงานสารบรรณ
ง.เพื่อให้ข้าราชการร่างและรับส่งหนังสือราชการได้ถูกต้อง
68.พระเจ้าแผ่นดินแต่งตัว ใช้ราชาศัพท์ว่าอย่างไร
ก.ทรงเครื่อง*                                    ข.แต่งพระองค์
ค.ทรงเครื่องใหญ่                              ง.ทรงพระสุคนธ์
69.พระภิกษุ สามเณร ป่วยใช้คำว่าอย่างไร
ก.ไม่สบาย                                                     ข.ประชวร       
ค.อาพาธ*                                                      ง.ทรงพระประชวร
70.ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ตรงกับคำสามัญว่าอย่างไร
ก.เดินทาง                                                       ข.ฟังเทศน์     
ค.ทำบุญ*                                                       ง.ไปวัด
71.พระฉาย ตรงกับคำสามัญว่าอย่างไร
ก. พระรูป                                                       ข.กระจกส่อง*   
ค.หวี                                                               ง.ช้อนส้อม
72.นายกรัฐมนตรี ตาย คำที่ขีดเส้นใต้คำใดจึงจะถูกต้องตามราชาศัพท์
ก.ถึงแก่กรรม                                     ข.มรณกรรม
ค.อสัญกรรม *                                   ง.พิราลัย
73.อายุการเก็บหนังสือราชการโดยปกติให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี
ก.5 ปี                                      ข.10 ปี* 
ค.15 ปี                                    ง.ไม่มีระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้
74.หนังสือที่ต้องสงวนเป็นความลักต้องปฏิบัติอย่างไร
ก.เก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 15 ปี
ข.นำไปเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ
ค.ให้ปฏิบัติตามระเบียบสารบรรณโดยเคร่งครัด
ง.ให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ*
75.การให้บุคคลภายนอกยืมหนังสือราชการไปดู หรือคัดลอก ต้องได้รับอนุญาตจากใครก่อน
ก.เจ้าหน้าที่เก็บ            ข.ประจำแผนก
ค.หัวหน้าแผนก            ง.หัวหน้ากองหรือผู้ได้รับมอบหมาย*
 
 
76.หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้เก็บไม่น้อยกว่ากี่ปี
ก.1 ปี*                                    ข.1 ปี 6 เดือน                         
ค.2 ปี                                      ง.3 ปี
77.ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ยืมหนังสือราชการระหว่างส่วนราชการจะต้องเป็นผู้อยู่ในตำแหน่งระดับใดขึ้นไป
ก.หัวหน้าแผน                        ข.หัวหน้าฝ่าย       
ค.หัวหน้ากอง*                       ง.รองอธิบดี
78.ถ้าปรากฏว่าหนังสือราชการที่เก็บไปสูญหายไป จะต้องปฏิบัติอย่างไร
ก.ติดต่อเจ้าของเรื่องเดิมเพื่อหาสำเนามาแทน*
ข.เรียกตัวผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องที่หายมาสอบถาม
ค.ปล่อยไปเลยแต่ให้หมายเหตุว่าเรื่องหาย
ง.ผิดทั้ง ก. ข.  และ ค.
79.การตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือให้ตั้งอย่างน้อยกี่คน
ก.2 คน                    ข.3 คน*             ค.4 คน         ง.5 คน
80.ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการในตำแหน่งใด
ก.อธิบดี
ข.ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งเทียบเท่าอธิบดี
ค.ปลัดกระทรวง
ง.ถูกทั้ง ก. ข. และ ค.  แล้วแต่กรณี*
81.คณะกรรมการทำลายหนังสือจะต้องแต่งตั้งจากข้าราชการระดับใดขึ้นไป
ก.ระดับ 2                                                       ข.ระดับ 3*     
ค.ระดับ 4                                                       ง.ระดับใดก็ได้
82.ผู้มีอำนาจอนุมัติการทำลายหนังสือราชการในส่วนภูมิภาคได้แก่ผู้ใด
ก.ปลัดจังหวัด                                    ข.อธิบดี
ค.รองผู้ว่าราชการจังหวัด                   ง.ผู้ว่าราชการจังหวัด*
83.ตราครุฑที่ใช้สำหรับเป็นแบบพิมพ์ในระเบียบงานสารบรรณขนาดใหญ่มีความสูงเท่าไร
ก.2.5 ซม.                                                        ข.3.0 ซม.*     
ค.3.5 ซม.                                                        ง.4.0 ซม.
 
84.ขนาดตราครุฑที่ใช้ประทับแทนการลงชื่อต้องเป็นวงกลม 2 วงซ้อนกัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวงนอกและวงในเท่าไร
ก. 3.5  ซม.  และ 2.5 ซม.                  ข. 4.0 ซม. และ 3.0 ซม.
ค. 4.5 ซม.และ 3.5 ซม. *                  ง.ขนาดพอเหมาะเท่าไรก็ได้
85.ตราครุฑมาตรฐานที่ใช้ในระเบียบงานสารบรรณ 2526 มีกี่ขนาด
ก.2 ขนาด*                                                     ข.3 ขนาด       
ค.4 ขนาด                                                       ง.5 ขนาด
86.การยืมหนังสือภายในส่วนราชการเดียวกัน ผู้มายืมและขอรับหนังสือต้องเป็นข้าราชการที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการในตำแหน่งใดขึ้นไป
ก.หัวหน้าแผนก*                                            ข.หัวหน้าฝ่าย               
ค.หัวหน้ากอง                                                ง.รองอธิบดี
87.การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จแล้วของกระทรวงต่างๆ ตามปกติเป็นหน้าที่ของใคร
ก.แผนกสารบรรณของแต่ละกรม
ข.แผนกเก็บกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวง
ค.ฝากเก็บที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ง.ถูกทั้ง ก.  ข.  และ  ค.*
88.การยืมหนังสือราชการระหว่างส่วนราชการ ผู้มีอำนาจในการดำเนินการยืมจะต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการตำแหน่งระดับใดขึ้นไป
ก.หัวหน้าแผนก                                             ข.หัวหน้าฝ่าย               
ค.หัวหน้ากอง*                                               ง.รองอธิบดี
89.หนังสือราชการประเภทใดที่ต้องเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานทางราชการตลอดไป
ก.หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ข.หนังสือเกี่ยวกับสถิติ หลักฐาน
ค.หนังสือที่ต้องใช้สำหรับการศึกษาค้นคว้า
ง.ถูกทั้ง ก.  ข.  และ  ค.*
90.การเขียนหนังสือราชการที่มีคำลงท้ายว่า “ขอแสดงความนับถือ” เป็นหนังสือที่มีไปถึงใคร
ก.อธิบดี                                            ข.ปลัดกระทรวง
ค.ข้าราชการระดับ 5                         ง.ถูกหมดทุกข้อ*

ออฟไลน์ สาระดี

  • ตำแหน่ง:Admin
  • ผู้บริหาร:ระดับสูง
  • ****
  • กระทู้: 16659
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 85
  • เพศ: ชาย
  • สาระดี คนคีรี
    • เว็บเล็กๆทีสร้างฝันอันยิ่งใหญ่ Small Web For The Big Dream
แนวข้อสอบ พรบ.วิธีการงบประมาณ 2502
โดย Tum Tong B ใน เตรียมสอบนักจัดการฯ ปฏิบัติการ · แก้ไขเอกสาร
แนวข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
1. ผู้รักษาการตามพ.ร.บ.นี้คือใคร
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ค. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
ง. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ตอบ        ง. รวมทั้งมีอำนาจออกกฎกระทรวงตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี (มาตรา 5)
 
2. รัฐมนตรีผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจากคลังเป็นเงินทดรองราชการตามมาตรา ๒๙ หมายถึงใคร
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ข. รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของส่วนราชการนั้น
ค. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ        ก. ตามมาตรา 4 ได้นิยามความหมายคำว่ารัฐมนตรีไว้คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
 
3. ข้อใดมิใช่อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงบประมาณของผู้อำนวยการ
ก. วิเคราะห์การจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
ข. ลดเงินประจำงวดตามกำลังเงินของแผ่นดิน
ค. เรียกให้ส่วนราชการเสนอประมาณการรายรับและรายจ่าย
ง. เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมงบประมาณ
ตอบ        ง. อำนาจหน้าที่ในการเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมงบประมาณเป็นของรัฐมนตรี (มาตรา 21)
 
4. ข้อใดถูกต้อง
ก. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนองบประมาณประจำปีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ข. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนองบประมาณประจำปีต่อนายกรัฐมนตรี
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนองบประมาณประจำปีต่อนายกรัฐมนตรี
ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนองบประมาณประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี
ตอบ        ข. ตามมาตรา 15
 
5. ข้อใดผิด
ก. พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 27 ตุลาคม 2502
ข. พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 28 ตุลาคม 2502
ค. พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 27 ตุลาคม 2502
ง. พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 28 ตุลาคม 2502
ตอบ        ง. วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือ 27 ตุลาคม 2502 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป (มาตรา 2)
 
6. “งบประมาณรายจ่าย” หมายความว่าอย่างไร
 ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น
 ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 ตอบ       ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 
7. พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2534 ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 108 ตอนที่ 168 ลงวันที่เท่าใด
 ก. วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2534            ข. วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534
 ค. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2534         ง. วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2534
 ตอบ       ค. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2534
 
8. พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ใน พ.ศ. ใด
 ก. พ.ศ. 2515                        ข. พ.ศ. 2517
 ค. พ.ศ. 2534                        ง. พ.ศ. 2543
 ตอบ       ข. พ.ศ. 2517
 
9. “งบประมาณรายจ่ายข้ามปี” หมายความว่าอย่างไร
 ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น
 ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 ตอบ       ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 
10. “ปีงบประมาณ” หมายความว่าอย่างไร
 ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น
 ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 ตอบ       ค. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น
 
11. “หนี้” หมายความว่าอย่างไร
 ก. ข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายหรืออาจจะต้องจ่ายเป็นเงิน สิ่งของหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันอันเกิดจากการกระผม้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้างโดยใช้เครดิต หรือจากการอื่นใด
ข. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
ค. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
ตอบ        ก. ข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายหรืออาจจะต้องจ่ายเป็นเงิน สิ่งของหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันอันเกิดจากการกระผม้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้างโดยใช้เครดิต หรือจากการอื่นใด
 
12. “เงินประจำงวด” หมายความว่าอย่างไร
 ก. ข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายหรืออาจจะต้องจ่ายเป็นเงิน สิ่งของหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันอันเกิดจากการกระผม้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้างโดยใช้เครดิต หรือจากการอื่นใด
 ข. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 ตอบ       ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 
13. “ส่วนราชการ” หมายความว่าอย่างไร
 ก. องค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
 ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ
 ค. กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ แต่ไม่รวมตลอดถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
 ง. ไม่มีข้อใดถูกต้อง
 ตอบ       ค. กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ แต่ไม่รวมตลอดถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
 
14. “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่าอย่างไร
 ก. องค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
 ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ
 ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการ และ/หรือรัฐวิสาหกิจตาม (ก) และ/หรือ (ข) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ
 ง. ถูกทุกข้อ
 ตอบ       ง. ถูกทุกข้อ
 
15. พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2511 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอนที่ 10 ลงวันที่เท่าใด
 ก. วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2511                            ข. วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2511
 ค. วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2511                          ง. วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2511
 ตอบ       ค. วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2511
 
16. “เงินทดรองราชการ” หมายความว่าอย่างไร
 ก. เงินที่กระทรวงการคลังจ่ายและอนุญาตให้ส่วนราชการมีไว้ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อทดรองเป็นค่าใช้จ่ายตามระเบียบหรือข้อบังคับของกระทรวงการคลัง
 ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ง. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ตอบ       ก. เงินที่กระทรวงการคลังจ่ายและอนุญาตให้ส่วนราชการมีไว้ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อทดรองเป็นค่าใช้จ่ายตามระเบียบหรือข้อบังคับของกระทรวงการคลัง
 
17. ข้อใดต่อไปนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ
 ก. เรียกให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเสนอประมาณการรายรับและรายจ่ายตามแบบและหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
 ข. วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
 ค. กำหนด เพิ่ม หรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน
 ง. ถูกทุกข้อ
 ตอบ       ง. ถูกทุกข้อ
 
18. ข้อใดคือลักษณะของงบประมาณ
 ก. คำแถลงประกอบงบประมาณแสดงฐานะและนโยบายการคลังและการเงิน สาระสำคัญของงบประมาณ และความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง
 ข. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ขอตั้งงบประมาณรายจ่าย
 ค. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับ
 ง. ถูกทุกข้อ
 ตอบ       ง. ถูกทุกข้อ
 
19. การกระผม้เงินตาม มาตรา 9 ในปีหนึ่งๆ จะสามารถกระผม้เงินได้เท่าใด
 ก. ร้อยละยี่สิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกระผม้
 ข. ร้อยละสี่สิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกระผม้
 ค. ร้อยละหกสิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกระผม้
 ง. ร้อยละแปดสิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกระผม้
 ตอบ       ง. ร้อยละแปดสิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกระผม้
 
20. ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 203 ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 89 ตอนที่ 134 ลงวันที่เท่าใด
 ก. วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2515                            ข. วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2515
 ค. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2515                          ง. วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2515
 ตอบ       ง. วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2515
 
21. การออกตั๋วเงินคลัง จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ใดก่อน
 ก. คณะรัฐมนตรี                                   ข. กระทรวงการคลัง
 ค. ผู้อำนวยการการคลัง                      ง. ผู้อำนวยการ
 ตอบ                       ก. คณะรัฐมนตรี
 
22. “มาตรา 10 งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่ขอตั้งจะมีงบกลางแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจก็ได้ และจะกำหนดให้มีรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในงบกลางนั้นด้วยก็ได้” มาตรานี้ยกเลิกโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ณ พ.ศ. ใด
 ก. พ.ศ. 2514                        ข. พ.ศ. 2515
 ค. พ.ศ. 2516                        ง. พ.ศ. 2517
 ตอบ       ข. พ.ศ. 2515
 
23. ข้อใดต่อไปนี้คือรายละเอียดของการจัดทำงบประมาณ
 ก. ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่งบประมาณ มีหน้าที่เกี่ยวกับงบประมาณของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจนั้น
 ข. ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือรัฐมนตรีซึ่งตามกฎหมายให้มีหน้าที่กำกับ หรือควบคุมกิจการของรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นงบประมาณประจำปีของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจนั้นต่อผู้อำนวยการ ภายในเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด
 ค. ข้อ ก. และ ข. ถูก
 ง. ไม่มีข้อใดถูก
 ตอบ       ค. ข้อ ก. และ ข. ถูก
 
24. “มาตรา 18 รายจ่ายที่กำหนดไว้สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจใด ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ดี พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมก็ดี จะโอนหรือนำไปใช้สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจอื่นมิได้ เว้นแต่ข้อใด
 ก. มีพระราชบัญญัติให้โอนหรือนำไปใช้ได้
 ข. ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีการวมหรือโอนส่วนราชการเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะมีผลเป็นการจัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่หรือไม่ก็ตาม
 ค. ข้อ ก. และ ข. ถูก
 ง. ไม่มีข้อใดถูก
 ตอบ       ค. ข้อ ก. และ ข. ถูก
 
25. “มาตรา 19 รายจ่ายที่กำหนดไว้ในรายการใด สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม พระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจ่าย หรือพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 18(2) จะโอนหรือนำไปใช้ในรายการอื่นมิได้” มาตรานี้ได้ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ 6) เมื่อ พ.ศ. ใด
 ก. พ.ศ. 2544                        ข. พ.ศ. 2543
 ค. พ.ศ. 2542                        ง. พ.ศ. 2541
 ตอบ       ข. พ.ศ. 2543
26. “งบประมาณรายจ่าย” หมายความว่าอย่างไร
 ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น
 ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 ตอบ       ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 
27. พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2534 ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 108 ตอนที่ 168 ลงวันที่เท่าใด
 ก. วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2534                            ข. วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534
 ค. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2534                         ง. วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2534
 ตอบ       ค. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2534
 
28. พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ใน พ.ศ. ใด
 ก. พ.ศ. 2515                        ข. พ.ศ. 2517
 ค. พ.ศ. 2534                        ง. พ.ศ. 2543
 ตอบ       ข. พ.ศ. 2517
 
30. “งบประมาณรายจ่ายข้ามปี” หมายความว่าอย่างไร
 ก. จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
 ค. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น
 ง. ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่าย หรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง
 ตอบ       ข. งบประมาณรายจ่ายที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณ ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย

ออฟไลน์ สาระดี

  • ตำแหน่ง:Admin
  • ผู้บริหาร:ระดับสูง
  • ****
  • กระทู้: 16659
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 85
  • เพศ: ชาย
  • สาระดี คนคีรี
    • เว็บเล็กๆทีสร้างฝันอันยิ่งใหญ่ Small Web For The Big Dream
สรุปแนวคำถามเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือน
โดย P Supus Sophan ใน เตรียมสอบนักจัดการฯ ปฏิบัติการ · แก้ไขเอกสาร
สรุปแนวคำถามเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือน
1. ขรก.พลเรือนเป็นผู้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัตินี้
 
2. คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดวัน เวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการของข้าราชการพลเรือน
 
3. ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาในเรื่อง ?   เพิ่มพูนความรู้ทักษะ ?   เพิ่มพูนทัศนคติที่ดี ?   เพิ่มพูนคุณธรรมและจริยธรรม
4. ใน อ.ก.พ.จังหวัด ไม่มีทรงคุณวุฒิด้านท้องถิ่น
 
5. เงินเดือนเป็นระบบ (แท่ง)
 
 7. ข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ ออกจากราชการเมื่อ ?   ตาย พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ ?   ได้รับอนุมัติจาก รมต.เจ้าสังกัดให้ลาออก ?   คณะ รมต.ที่อนุมัติให้แต่งตั้งออกจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดออกจากตำแหน่ง
 
8. ข้าราชการพลเรือนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ ไปเป็นข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษได้ แต่ข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ จะโอนกลับไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ได้
 
9. ระบบ P.C. เริ่มใช้ ปี 2518 (ตอนนี้เปลี่ยนเป็นระบบแท่ง เริ่มใช้ 26 มกราคม 2551)
 
10. จรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนตามข้อบังคับของ ก.พ. ?   จรรยาบรรณต่อตนเอง (ข้อ 1-3) ?   จรรยาบรรณต่อหน่วยงาน (ข้อ 4-7) ?   จรรยาบรรณต่อผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้ ผบช.และผู้ร่วมงาน (ข้อ 8-12) ?   จรรยาบรรณต่อประชาชนและสังคม (ข้อ 13-16)
 
11. มาสายกลับก่อน                 (มาตรา 92 ไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ)
 
12. เช้าชามเย็นชาม                  (มาตรา 83 ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดี)
 
13. ดื่มสุรามึนเมาในเวลาราชการ (มีความผิดฐานประพฤติชั่ว)
 
14. ทำ บ.ป.2 สูญหายโดยไม่จงใจ (ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ)
 
15. ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน (ลงโทษไล่ออกตั้งแต่วันที่ละทิ้งหน้าที่ราชการเป็นต้นไป) 16. กรณีที่อาจสั่งพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2538) เช่นถูกฟ้องคดีอาญา ในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และพนักงานอัยการมิได้เป็นทนายแก้ต่างให้
 
17. ในคำสั่งลงโทษ ต้องมี เรื่องที่กระทำผิด ฐานความผิด ระดับโทษที่จะลง และระยะเวลาที่ผู้ถูกลงโทษสามารถอุทธรณ์ได้
 
18. การตัดเงินเดือน ?   อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด  5 % ไม่เกิน 3 เดือน ขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ?   สูงกว่ากอง (ปจ.)           5 % ไม่เกิน 2 เดือน ?   เทียบเท่ากอง (นอภ.)      5 % ไม่เกิน 1 เดือน
 
19.การสอบสวนทางวินัย ต้องแล้วเสร็จภายใน 270 วัน
 
20.การสอบสวนจะเสียไปทั้งหมด ถ้าการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้อง เช่นไม่มีนิติกรหรือผู้รับปริญญาทางกฎหมาย หรืออบรมหลักสูตรทางวินัยหรือมีประสบการณ์ด้านการดำเนินการวินัย
 
21.กรณีลาออกแล้ว ไม่มาปฏิบัติราชการติดต่อกัน 15 วันนับแต่วันลาออก โดยผู้บังคับบัญชาไม่สั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องการลาออกนั้น ถือว่าไม่มีความผิด เพราะลาออกจากราชการแล้ว
 
22.ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใด ถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญ
 
23.ผบช.มีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติราชการ ของผู้ใต้ ผบช. เพื่อใช้ในการ ?   ประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง ?   เลื่อนขั้นเงินเดือน ?   พัฒนาข้าราชการ ?   เพิ่มพูนประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ
 
24. วันใช้บังคับ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน คือวันที่ 30 มีนาคม 2535   (พรบ.ข้าราชการพลเรือน 2551 วันที่ 26 มกราคม 2551) 25.ข้าราชการฝ่ายพลเรือน คือผู้ซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งตามกฎหมายให้รับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือน ในกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายพลเรือน
 
26.ก.พ.ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคลจำนวนกี่คน ตอบ ไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน โดยต้องเป็น หรือเคยเป็นข้าราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือเทียบเท่า ถ้าต่ำกว่านี้ให้มีได้ไม่เกิน 3 คน
 
27. ข้อต้องห้ามของกรรมการ ก.พ. มีอะไรบ้าง ตอบ ขรก.การเมือง กก.พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
 
28. กรรมการ ก.พ.ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละกี่ปี ตอบ 2 ปี ถ้าว่างลงให้เลือกภายใน 30 วัน หากเหลือไม่ถึง 180 วัน ไม่ต้องก็ได้ (ถ้ายังมีกรรมการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 5 คน ยังไม่ต้องเลือกก็ได้)
 
29. องค์ประชุมในการประชุม ก.พ.ต้องเป็นไปอย่างไร ตอบ กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
 
30. ถ้าประธานไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะสามารถดำเนินการประชุม ก.พ. ได้ ตอบ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
 
31. การตั้ง อ.ก.พ.วิสามัญเพื่อทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ การอุทธรณ์ หรือการร้องทุกข์ ต้องตั้งจากกรรมการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและข้าราชการพลเรือน ผู้ได้รับเลือกจากข้าราชการพลเรือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด กฎ ก.พ. อย่างละกี่คน ตอบ อย่างน้อย 2 คน กับจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมด
 
32. ผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของสำนักงาน ก.พ.คือใคร ตอบ เลขาธิการ ก.พ.
 
33. อ.ก.พ.สามัญ คือ ตอบ อ.ก.พ.กระทรวง ทบวง  อ.ก.พ.กรม   อ.ก.พ.จังหวัด
 
34. ข้าราชการพลเรือมีกี่ประเภท ตอบ  2 ประเภท ข้าราชการพลเรือนสามัญ  ข้าราชการพลเรือนในพระองค์  35. มติของ ก.พ. ในการประชุมปรึกษา เพื่อยกเว้นผู้ขาดคุณสมบัติให้เข้ารับราชการ ถือคะแนนเสียงอย่างไร ตอบ 4 ใน 5 ของกรรมการในที่ประชุม โดยลงมติด้วยวิธีลับ
 
36. การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 ในส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวงหรือทบวง แต่อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรี หรือในสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี ปฏิบัติตามข้อใด ตอบ    1.ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด นำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ    2.ถ้าคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้สั่งบรรจุ    3.นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
 
37. ใครเป็นผู้อนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ 11 ตอบ คณะรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้สั่งบรรจุ
 
38. ใครเป็นผู้อนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 ตอบ คณะรัฐมนตรี โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้สั่งบรรจุ
 
39. ใครเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ 7 ลงมา ตอบ อธิบดี (ระดับ 8 ก็ได้ โดยอธิบดีเสนอ ปลัดกระทรวง เห็นชอบ และอธิบดีเป็นผู้สั่งบรรจุแต่งตั้ง)
 
40.ข้าราชการพลเรือนสามัญที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออก ไล่ออก และถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าข้อใด ตอบ ปลดออก
 
41.ข้าราชการพลเรือนผู้ลงโทษปลดออก จะมีผลต่อบำเหน็จบำนาญอย่างไร ตอบ มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญเสมือนลาออก
 
42.การต่อเวลาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ต้องออกจากราชการ เพราะเกษียณอายุทำได้หรือไม่ ตอบ ไม่ได้ เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน
 
43.ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 มีอำนาจยับยั้งการลาออกของข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้ไม่เกินกี่วัน นับแต่วันลาออก ตอบ 90 วัน
 
44.นายสมชายยื่นใบลาออกเพื่อลงสมัคร ส.จ. ในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 การลาของเขาจะมีผลเมื่อใด ตอบ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543
 
45. การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ต้องกระทำภายในกี่วันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตอบ 30 วัน
 
46. การอุทธรณ์คำสั่งของผู้บังคับบัญชาในราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่ต่ำกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดให้อุทธรณ์ต่อใคร ตอบ อ.ก.พ.จังหวัด
 
47. การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ให้อุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายในกี่วันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตอบ 30 วัน
 
48. การอุทธรณ์คำสั่งของปลัดกระทรวงต้องอุทธรณ์ต่อใคร ตอบ ก.พ.
 
49.การร้องทุกข์ต่อ ก.พ. ต้องกระทำภายในกี่วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตอบ 30 วัน
 
50. ข้าราชการพลเรือน ปัจจุบันรับเงินเดือนตาม พ.ร.บ.เงินเดือนฉบับใด ตอบ พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2538 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 2537 (ปีงบประมาณ 2538)
 
51. กงช. ย่อมาจากอะไร ตอบ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่หลัก ในการเสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่ ครม. เกี่ยวกับเงินเดือน
 
53. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ออกจากราชการไปรับราชการทหารตามกฎหมาย กลับเข้ารับราชการใหม่ในหน่วยงานเดิม ต้องยื่นคำร้องภายในกี่วัน นับจากวันพ้นจากราชการทหาร ตอบ 180 วันนับจากวันพ้นจากราชการทหาร
 
54.ใครเป็นผู้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี ตอบ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัด คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และปลัดกระทรวงสั่งบรรจุ นายกเสนอโปรดเกล้าแต่งตั้ง
 
55.ใครเป็นผู้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ตอบ อธิบดีเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงให้ความเห็นชอบ และอธิบดีสั่งบรรจุ
 
56.ข้าราชการพลเรือนสามัญ อาจได้รับบำเหน็จความชอบ เป็น ตอบ  คำชมเชย เครื่องเชิดชูเกียรติ รางวัล การได้เลื่อนขั้นเงินเดือน เป็นต้น
 
57. ข้าราชการพลเรือนสามัญ สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้หรือไม่ ตอบ ได้
 
58. อ.ก.พ.จังหวัด มีทั้งหมดกี่คน ตอบ 11 คน
 
59. ตำแหน่งสำหรับหัวหน้าหน่วยงานที่สูงกว่ากอง ตามกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 กำหนดให้เป็นระดับใด ตอบ ระดับ 9
 
60. ตามกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการในตำแหน่งใดได้บ้าง ตอบ ข้าราชการตั้งแต่ระดับ 7 ลงมา ที่มิใช่หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด
 
61. การรักษาการในตำแหน่ง ถือว่าเป็นการแต่งตั้ง และวิธีการใดบ้างที่ถือว่าเป็นการแต่งตั้ง ตอบ การรักษาการในตำแหน่งถือว่าไม่เป็นการแต่งตั้ง ส่วนการเลื่อนระดับ การย้าย การโอน ถือว่าเป็นการแต่งตั้ง
 
62. ผู้มีอำนาจในการกำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ในส่วนราชการต่าง ๆ ได้แก่ ตอบ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนสามัญ
 
63. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทใด ได้รับทั้งเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ตอบ ประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ และประเภทผู้บริหารระดับสูง
 
64. ตำแหน่ง ขรก. ระดับ 10 ที่มีลักษณะบริหารไม่ควรปฏิบัติหน้าที่เดียวติดต่อกันนานเกินกว่ากี่ปี ตอบ 4 ปี
 
65. โทษทางวินัยในข้อใดข้างล่างนี้ ที่เรียงจากเบาไปหาหนัก ตอบ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ปลดออก ไล่ออก 66. ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งลงโทษตัดเงินเดือนข้าราชการที่กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตอบ 5 % ไม่เกิน 3 เดือน 67. ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถึงแก่ความตาย เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ราชการ ผู้ที่จะเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญ คือผู้ใด ตอบ คณะรัฐมนตรี
 
68. ประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้แก่ ตอบ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
 
69.กรณีปลัดจังหวัดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง การดำเนินการสั่งลงโทษอย่างร้ายแรงอย่างใด ตอบ เสนอ อ.ก.พ.กระทรวงมีมติ แล้วให้ ปมท.สั่งลงโทษ
 
70.การสั่งลดโทษหรือเพิ่มโทษ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ ผลของคำสั่งจะใช้บังคับเมื่อใด ตอบ นับแต่วันที่คำสั่งเดิมใช้บังคับ
 
71.กรณีลูกจ้างประจำในภูมิภาคถูกสอบสวนตามมาตรา 115 แล้วมีพฤติการณ์หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติราชการ ต้องดำเนินการอย่างไร ตอบ เสนอ ผวจ.มีคำสั่งให้ออก
 
72.การสั่งพักข้าราชการ จะสั่งพักย้อนหลัง ไปก่อนวันออกคำสั่งได้ในกรณีใด ตอบ ผู้ถูกสั่งพักถูกควบคุมในคดีอาญาก่อนออกคำสั่งพัก
 
73.ปลัดจังหวัดมีอำนาจสั่งลงโทษข้าราชการได้เท่าไร ตอบ ตัดเงินเดือนไม่เกิน 5 % ไม่เกิน 2 เดือน
 
74.ถ้าผู้มีอำนาจสั่งบรรจุได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงรวม 3 คน การประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใด สนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร และเป็นความผิดกรณีใด มาตราใด ต้องมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมกี่คน ตอบ 3 คน
 
75.การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ จะให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนได้หรือไม่ ตอบ ไม่ได้
 
76.กรณีใดบ้างที่ทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด ตอบ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้อง
 
77.การสอบสวนถ้าไม่เสร็จภายในกี่วัน ที่ประธานกรรมการต้องรายงานผู้สั่งแต่งตั้งเพื่อรายงาน อ.ก.พ.กระทรวงทราบ เพื่อติดตามเร่งรัดการสอบสวน ตอบ 270 วัน
 
78.สิทธิของผู้อุทธรณ์ มีอะไรบ้าง ตอบ    1)ขอคัดรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน    2)ขอคัดค้านอนุกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์เสร็จสิ้น    3)ขอถอนอุทธรณ์ก่อนการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้น

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2555 (ฉบับใหม่ล่าสุด!)


          วันนี้ (๒๕ มกราคม ๒๕๕๕) เป็นวันแรกของการใช้บังคับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.๒๕๕๕ โดยระเบียบฯ ใหม่นี้ มีสาระสำคัญ ดังนี้

(โหลดระเบียบฯ คลิก>>http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/022/1.PDF)

          ๑. ให้ยกเลิก ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

          ๒. ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

          ๓. ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน (ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน), ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา, ข้าราชการการเมือง และข้าราชการตำรวจ (ข้อ๖วรรค๑)

          ๔. การลาทุกประเภท ถ้ามีกฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการลาประเภทนั้นๆ ด้วย (ข้อ๗)

          ๕. การนับวันลาตามระเบียบนี้ ให้นับตามปีงบประมาณ (ข้อ๑๐วรรค๑)

          การนับวันลา เพื่อประโยชน์ในการเสนอ หรือจัดส่งใบลา อนุญาตให้ลา และคำนวณวันลา ให้นับต่อเนื่องกันโดยนับวันหยุดราชการที่อยู่ในระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวมเป็นวันลาด้วย เว้นแต่ การนับเพื่อประโยชน์ในการคำนวณวันลาสำหรับวันลาป่วยที่มิใช่วันลาป่วยตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตราย หรือเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติราชการ วันลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร วันลากิจส่วนตัว และวันลาพักผ่อน ให้นับเฉพาะวันทำการ (ข้อ๑๐วรรค๒)

          การลาครึ่งวัน(เช้าหรือบ่าย) ให้นับเป็นการลาครึ่งวันตามประเภทการลานั้นๆ (ข้อ๑๐วรรค๖)

          ๖. ส่วนราชการอาจนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ในการเสนอใบลา อนุญาตให้ลา และยกเลิกวันลา สำหรับการลาป่วย ลาพักผ่อน หรือลากิจส่วนตัวซึ่งมิใช่ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร (ข้อ๑๒วรรค๒)

          ๗. การลาแบ่งออกเป็น ๑๑ ประเภท คือ

    ๑) ลาป่วย

    ๒) ลาคลอดบุตร

    ๓) ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร***

    ๔) ลากิจส่วนตัว

    ๕) ลาพักผ่อน

    ๖) ลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์

    ๗) ลาเข้ารับการตรวจเลอก หรือเข้ารับการเตรียมพล

    ๘) ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน

    ๙) ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ

    ๑๐) ลาติดตามคู่สมรส

    ๑๑) ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ (ข้อ๑๗)

          ๘. ข้าราชการที่ประสงค์จะลาป่วย ให้เสนอหรือจัดใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ ก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่ กรณีจำเป็นจะเสนอหรือจัดใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้ (ข้อ๑๘วรรค๑)

          ๙. การลาป่วยตั้งแต่ ๓๐ วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์ (ข้อ๑๘วรรค๓)

          ๑๐. การลาคลอดบุตร จะลาในวันที่คลอด ก่อน หรือหลังวันที่คลอดบุตรก็ได้ แต่เมื่อรวมวันลาแล้วต้องไม่เกิน ๙๐ วัน (ข้อ๑๙วรรค๒)

          ๑๑. ข้าราชการที่ลาคลอดบุตรแล้ว หากต้องการจะลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตร ให้มีสิทธิลาต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน ๑๕๐ วันทำการ

          ๑๒. การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร ต้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้เสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลาภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร และให้มีสิทธิลาได้ครั้งหนึ่งติดต่อกันไม่เกิน ๑๕ วันทำการ (ข้อ๒๐)

          ๑๓. ข้าราชการบรรจุครั้งแรกลาพักผ่อนในปีงบประมาณหนึ่งได้ ๑๐ วันทำการ เว้นแต่ ในปีนั้นเข้ารับราชการยังไม่ถึง ๖ เดือน (ข้อ ๒๓(๑))

          ๑๔. การสะสมวันลาพักผ่อนจากปีที่แล้ว รวมกับปีปัจจุบันต้องไม่เกิน ๒๐ วันทำการ แต่สำหรับผู้ที่รับราชการติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ให้สะสมได้รวมกันปีปัจจุบันไม่เกิน ๓๐ วันทำการ (ข้อ๒๔)

          ๑๕. การลาพักผ่อน จะต้องได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ (ข้อ๒๖)

          ๑๖. กรณีการลาติดตามคู่สมรส ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ลาได้ไม่เกิน๒ปี หรือกรณีจำเป็นให้ลาต่อไปได้อีก ๒ ปี รวมแล้วต้องไม่เกิน ๔ ปี ถ้าเกิน ๔ ปีให้ลาออกจากราชการ (ข้อ๓๖)

          ๑๗. ข้าราชการที่ได้รับอันตราย หรือป่วยเจ็บ เพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ จนตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการ หากประสงค์จะลาไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือจำเป็นต่อการประกอบอาชีพ ให้ลาได้ครั้งหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดในหลักสูตร แต่ไม่เกิน ๑๒ เดือน (ข้อ๓๙วรรค๑)


ดูระเบียบฯ และตารางแนบท้าย : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/022/1.PDF



ที่มา  http://www.oknation.net/blog/nawaratlaw/2012/01/25/entry-1   ขอบคุณคะ
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

ออฟไลน์ กาแฟดำ

  • ตำแหน่ง:Global Moderator
  • ระดับ:อาวุโส
  • *****
  • กระทู้: 131
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 17
  • เพศ: หญิง
  • สวัสดีประเทศไทย
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

 

1. ข้อมูลข่าวสารของราชการ คืออะไร

          1. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ

          2. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ

          3. ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐ

          4. ถูกทุกข้อ

 

2. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของหน่วยงานของรัฐ

          1. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น

          2. ศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

          3. รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

          4. องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ หน่วยงานอิสระของรัฐ

 

3.ผู้ใดเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540

          1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

          2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

          3. นายกรัฐมนตรี

          4. ปลัดกระทรวงมหาดไทย

 

4. หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารใดไปลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา

          1.โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน

          2. มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน

          3. สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีดำเนินงาน

          4. ถูกทุกข้อ

 

5.กฎ ระเบียบ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรี ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะมีผลอย่างไร

          1. นำมาบังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้

          2. เป็นโมฆะ

          3. เป็นโมฆียะ

          4. ไม่มีผลบังคับในทางกฎหมาย

 

6.บุคคลใดมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารได้

          1. บุคคลที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้อง

          2. บุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสีย

          3. คนต่างด้าว

          4. ถูกทุกข้อ   

 

7. ข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐจัดให้แก่ผู้ขอต้องเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด

          1. อยู่ในสภาพพร้อมที่จะให้ได้

          2. ต้องนำไปจัดทำวิเคราะห์ จำแนก หรือรวบรวมก่อน

          3. ต้องจัดขึ้นมาใหม่ โดยไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามปกติของหน่วยงานของรัฐ

          4. ไม่มีข้อถูก

 

8. เมื่อมีการร้องเรียนเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารจะต้องร้องเรียนต่อใคร

          1. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

          2. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

          3. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

          4. ประธานรัฐสภา

 

9.  ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ผู้ขอจะอุทธรณ์ต่อใคร

          1. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

          2. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

          3. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

          4. ประธานรัฐสภา

 

10. การยื่นอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาเท่าใด

          1. 15 วัน นับแต่วันยื่นคำขอ

          2. 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

          3.  30 วัน  นับแต่วันยื่นคำขอ

          4.  30 วัน  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

11. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะหนึ่ง ต้องมีไม่น้อยกว่ากี่คน

          1. 3 คน

          2. 5 คน

          3. 7 คน

          4. 9 คน

 

12. ผู้ใดมิได้เป็นคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

          1. ปลัดกระทรวงกลาโหม

          2. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          3. ปลัดกระทรวงการคลัง

          4. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 

13. ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 14 มีกำหนดเวลาครบกี่ปีหากหน่วยงานของรัฐจะส่งข้อมูลข่าวสารมอบให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

          1. 50 ปี

          2. 75 ปี

          3. 100 ปี

          4. ไม่มีกำหนดเวลา

 

14. ข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยตามมาตรา 15 มีกำหนดเวลาครบกี่ปีหากหน่วยงานของรัฐจะส่งข้อมูลข่าวสารมอบให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

          1. 10 ปี                 

          2. 15 ปี

          3. 20 ปี                 

          4. 25 ปี

 

15.ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล  ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง

          1.  เปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย โดยระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด

          2. เปิดเผยได้ เมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้า

          3. เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อการป้องกันการฝ่าผืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

          4. เปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตน เพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น

 

 

 

เฉลยข้อสอบพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ. 2540

1. 4.    2. 2.    3. 3.    4. 4.    5. 1.

6. 4.    7. 1.    8. 2.    9.  3.   10 2.

11. 1. 12. 4. 13. 2. 14. 3. 15. 1.


ที่มา  http://www.tamdeedaidee.com/index.php?mo=3&art=591598  ขอบคุณคะ
ชีวิตใช้ได้ คือ ชีวิตได้ใช้

กิ๊ฟ

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

น้ำหวาน

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณนะคะ ขอให้ได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ  สมความปรารถนาทุกสิ่งค่ะ

บุ๋ม

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณมากค่ะ เป็นบทสรุปที่มีประโยชน์มากค่ะ

กาญดา

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณมากมายค่ะ เป็นประโยชน์มาก ๆ  ^_^

ออฟไลน์ ดีนะ

  • ระดับ:ยังไม่ผ่านภาค ก
  • *
  • กระทู้: 1
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 0
  • เพศ: หญิง
 :)ขอบคุณค่ะ

บีบี

  • บุคคลทั่วไป
 :)ขอบคุณค่ะ ขอให้มีความสุข ประสบความสำเร็จทุกด้านนะคะ

ออฟไลน์ Kal N.

  • ระดับ:ยังไม่ผ่านภาค ก
  • *
  • กระทู้: 4
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 2
Thank you  ;D 8) ::) ??? :D :) ;D

Rungtiwa

  • บุคคลทั่วไป
:) ขอบคุณค่ะ

เมลล์

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณนะค่ะที่ให้แนวข้อสอบมาค่ะ  ขอบคุณจริงๆ ขอให้ได้ลำดับที่ดีๆ

ออฟไลน์ หนุ่มน้อยแถแหล

  • ตำแหน่ง:VIP
  • ระดับ:อาวุโส
  • ***
  • กระทู้: 103
  • กำลังใจ: ขอให้บรรจุ 4
ขอบคุณค๊าบบบ

mini

  • บุคคลทั่วไป
;)ขอบคุณมากค่ะ :-*

หนวย

  • บุคคลทั่วไป
ประกาศขึ้นบัญชีนักจัดการงานทั่วไปกรมทรัพยากรธรณีวันไหนฮ่า :(

www.sara-dede.com โฆษณาแบบลิงค์ข้อความตำแหน่งนี้ ติดต่อ Admin @ 629-632

www.sara-dede.com โฆษณาแบบลิงค์ข้อความตำแหน่งนี้ ติดต่อ Admin @ 629-632

 

ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

ลงโฆษณาตำแหน่งนี้ แบบข้อความ ติดต่อ ADMIN

Ads@ Admin 690-700 ชื่อ: อีเมล์:
Verification:

Type the letters shown in the picture
Listen to the letters / Request another image
Type the letters shown in the picture:
กรุณาตอบว่า   หนึ่ง บวก สอง ได้เท่าไหร่  (ตอบเป็นตัวหนังสือ):


Facebook Comments

 sara-dede.com งานราชการ สอบราชการ สอบบรรจุ เปิดสอบราชการ สอบท้องถิ่น ชีทหน้าราม www.sara-dede.com รวมพลคนสอบราชการ สาระดี สาระดีดี สอบ ก.พ. สอบปลัดอำเภอ สอบ ภาค ก. สอบสรรพากร สอบนักวิเคราะห์นโยบายและแผน สอบพัฒนาชุมชน สอบตำรวจ สอบทหาร สอบครู สอบศุลกากร สอบ ปปช. ปปส. ปปง. ปปท. ดีเอสไอ DSI นักวิชาการพาณิชย์ นักทรัพยากรบุคคล นักฝึกอบรม นักวิชาการแรงงาน รวมพลคนสอบราชการ เปิดสอบราชการ แนวข้อสอบปลัดอำเภอ แนวข้อสอบภาค ก นักจัดการงานทั่วไป เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สาระดีดี.คอม ปลัดอำเภอ สอบภาค ก กพ.งานราชการ เปิดสอบราชการ สอบปลัดอำเภอ แนวข้อสอบปลัดอำเภอ สอบนักจัดการงานทั่วไป สอบนิติกร สอบเน สอบนักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักทรัพยากรบุคคล ปฏิบัติการ พัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สรรพากร นักบัญชีและการเงิน ครู สอบท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล พนักงานราชการ สอบตำรวจ สอบทหาร แจกแนวข้อสอบเพื่อสอบบรรจุรับราชการทุกตำแหน่ง ปปช. ปปส. ปปท. DSI กระทรวงยุติธรรม คนมหาดไทยสาระดี งานราชการ สอบราชการ สอบท้องถิ่น 55 เปิดสอบ ราชการ สมัครงานราชการ สอบบรรจุราชการ ข้อสอบเรียนปริญญาโท สอบภาค ก สอบนายร้อย สอบตำรวจ ปลัดอำเภอ สอบ ปปส. สอบ กรมศุลกากร สอบ กพ. ศูนย์รวมข่าวการสอบราชการ พนักงานราชการ คู่มือสอบราชการ หนังสือติวสอบราชการ แนวข้อสอบ หนังสือติวราชการ สอบ ภาค ข กพ. เทคนิคสอบสัมภาษณ์ราชการ หางานราชการ สอบ อบต. สอบ เทศบาล สอบ อบจ. ลูกจ้างชั่วคราว สอบ ครู เปิดสอบครูอัตราจ้าง ข่าวโอนย้ายข้าราชการ ตำแหน่งว่างราชการ เงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ ค่าครองชีพชั่วคราว รวมแหล่งงานราชการ ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร การสอบราชการ สอบนิติกร สอบนักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล สรรพากร ประกันสังคม นักวิชาการการเงินและบัญชี นักพัฒนาชุมชน นักวิชาการศึกษา นักวิชาการศาสนา นักจัดการงานทั่วไป เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป นักวิชาการแรงงาน เจ้าหน้าที่ธุรการ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นายช่างไฟฟ้า วิศวกร เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม DSI ปปง. ปปท. ติวสอบราชการฟรี แนวข้อสอบฟรี โฆษณาฟรี พูดคุยปรึกษากันเรื่องการสอบราชการที่นี่

หน้าหลัก สาระดี รวมพล: คนสอบ สนง.ป.ป.ส. รวมบทความดีดี
กดสมัครสมาชิก
หน้าแรก สาระดีดี.คอม ขอ - แจกข้อสอบ งานเอกชน งานพิเศษ เฟสบุค กลุ่ม สาระดีดี
บอร์ด รวมพลคนสอบราชการ  โอน ย้าย เปลี่ยนตำแหน่ง ข่าวเด่นประจำวัน เฟสบุค รวมกลุ่มสอบปลัด
สอบเนติบัณฑิตยสภา กฎ ระเบียบ งานราชการ รวมกระทู้จากทุกบอร์ด แฟนเพจ สาระดีดี.คอม
รวมพล: ปลัดอำเภอ  ข่าวสารจาก ADMIN CHAT ONLINE  ฟังเพลง facebook admin
รวมพล:นักจัดการงานทั่วไป เรียนออนไลน์ งานราชการที่เปิดสอบ (พื้นที่โฆษณา) line ID : khonkiri
รวมพล: สอบภาค ก  พูดคุยเรื่องงานราชการ ศูนย์รวมข้อสอบราชการ(พื้นที่โฆษณา)
รวมพล: ปปช.ทุกตำแหน่ง งานราชการ ที่เปิดสอบ รวมข่าวเปิดสอบ+คู่มือสอบ (พื้นที่โฆษณา)
รวมพล: ปปท.ทุกตำแหน่ง มุมคลายเครียด ซื้อ-ขาย คู่มือสอบ ชุดติว
รวมพล: สอบภาค ข ของ ก.พ. บอร์ดของสมาชิก VIP

สาระดี งานราชการ สอบราชการ สอบท้องถิ่น 55 เปิดสอบราชการ สมัครงานราชการ สอบบรรจุราชการ ข้อสอบเรียนปริญญาโท สอบภาค ก สอบนายร้อย สอบตำรวจ ปลัดอำเภอ  สอบ ปปส. สอบ กรมศุลกากร สอบ กพ. ศูนย์รวมข่าวการสอบราชการ พนักงานราชการ คู่มือสอบราชการ หนังสือติวสอบราชการ แนวข้อสอบ หนังสือติวราชการ สอบ ภาค ข กพ. เทคนิคสอบสัมภาษณ์ราชการ หางานราชการ สอบ อบต. สอบ เทศบาล สอบ อบจ. ลูกจ้างชั่วคราว สอบ ครู เปิดสอบครูอัตราจ้าง ข่าวโอนย้ายข้าราชการ ตำแหน่งว่างราชการ เงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ ค่าครองชีพชั่วคราว รวมแหล่งงานราชการ ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร การสอบราชการ สอบนิติกร สอบนักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล สรรพากร ประกันสังคม นักวิชาการการเงินและบัญชี นักพัฒนาชุมชน นักวิชาการศึกษา นักวิชาการศาสนา นักจัดการงานทั่วไป เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป นักวิชาการแรงงาน เจ้าหน้าที่ธุรการ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นายช่างไฟฟ้า วิศวกร เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม DSI ปปง. ปปท.สอบสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ติวสอบราชการฟรีแนวข้อสอบฟรี โฆษณาฟรี BANNER1